วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2561


ตอน 1

โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา
วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
พระมหาคองเขน สิริจนฺโท
แสดงธรรมเรื่อง สิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็น
ห้อง SPD 4 สภาฯ
***************************

                          ขอความเจริญรุ่งเรืองในธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงบังเกิดมีแก่นักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาทั่วโลกทุกท่าน เจริญพรพวกเราทุกท่าน

                            วันนี้มาเจอกันในวันพระขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 หลัง ในปีนี้เขาเรียกว่าเป็นอธิกมาส เพิ่มเดือน 8 มาอีกเดือนหนึ่ง เขาเรียกกันว่าเดือน 8 สองหน แสดงว่าอีก 1 อาทิตย์ เราก็จะเข้าพรรษากันแล้ว

                                ก่อนจะเข้าพรรษาก็เป็นวันอาสาฬหบูชา ที่เราจะต้องสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรไปให้ถึงเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ที่ 600 ล้านจบ บุญเยอะขึ้นนะ สวดไป สวดไปก็จะถึง 1,000 ล้านกันแล้ว เป็นวาระครบรอบ 2 ปีของเรา เก่งนะ 2 ปีไปได้ถึง 600 ล้านจบ แหม ถ้าได้เป็นทรัพย์สมบัติเราจะสนุกกันใหญ่ นี่ก็เป็นบุญบันเทิงกัน ในวันอาสาฬหบูชาก็จะครบรอบ 2 ปีในวันที่ 27 นี้นะ วันที่ 28 กรกฎาคม เราก็เข้าพรรษากัน

                    วันนี้เรื่องราวของพระกับมารยังไม่จบ แต่ขอพักเอาไว้ก่อน เพราะว่าสถานการณ์พระพุทธศาสนาในยุคนี้ หลายๆ คนก็เป็นห่วงเป็นใยและสอบถามกันมามากมายว่าพระพุทธศาสนาในยุคเรามันจะเกิดอะไรขึ้น มันจะเป็นอย่างไร เราจะแก้ไขกันอย่างไร สิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็น มันคืออะไร ก็เลยนำเรื่องที่ตั้งหัวข้อว่า “สิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็น”

                        ที่ตั้งหัวข้ออย่างนี้ เพราะว่าแต่ละอย่างที่เกิดขึ้น แต่ละอย่างที่เป็นไปนั้น ถ้าเรารู้ เข้าใจ ทุกอย่างมันมีเบื้องหลังหมด ถ้าในแง่ของฝ่ายหยาบก็จะมีเบื้องหลังของเขา แต่ถ้าเป็นแง่ฝ่ายละเอียด หลวงปู่วัดปากน้ำท่านก็จะบอกว่า ฉากหลังในฉากหลัง ก็จะมีเรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องอะไรที่อยู่ในฉากหลังกันต่อไป แต่ก่อนที่เราจะเข้าเนื้อเรื่อง เรามาดูภาพก่อนว่า สิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็นในความคิดของเรามันตรงกันไหม (คลิป...การสร้างฉากประกอบในการถ่ายทำภาพยนตร์จีน)

                          สมัยเราเป็นเด็กโดนหนังจีนหลอกมาตลอดเลย คิดว่าจะหามกันไป เดินกันไป ที่ไหนได้ เขานั่งอยู่กับที่ ส่วนไอ้ที่เคลื่อนไปคือต้นไม้ มีคนถือเดินไป ขาลากกันเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นกับสิ่งที่เป็นไม่ตรงกัน เพียงแต่ว่าเขาอยากให้เราเห็นภาพใด เขาจะนำเสนอภาพใด

                        ที่พูดเช่นนี้เพราะอยากให้เราศึกษาเรียนรู้ ดูว่าสถานการณ์พระพุทธศาสนาที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา และอยากให้วิเคราะห์ดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เขากำลังนำเสนอภาพอะไร เราในฐานะที่เป็นชาวพุทธ เราจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร ตรงนี้ให้เรามาศึกษากัน

                      ในเรื่องนี้ จะยกตัวอย่างเท้าความไป ที่จริงมันเป็นเรื่องที่ยาวมาก พยายามจะตัดทอนให้เหลือน้อยที่สุด รายละเอียดปลีกย่อยอาจจะไม่ได้เท่าไหร่ แต่ให้พวกเราได้เห็นภาพรวมเท่านั้นเอง

                             ตั้งแต่ยุคของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา หลังจากที่เสด็จออกบวชแล้ว  กิตติศัพท์อันดีงามของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แผ่ขยายออกไป ประชาชนและนักบวชในยุคนั้น ๆ โดยเฉพาะที่เป็นลูกชายของตระกูลกษัตริย์ต่าง ๆ ก็พากันออกบวชตาม แต่ว่าศากยวงศ์ของพระพุทธเจ้ายังไม่มีกษัตริย์ หรือราชโอรสทั้งหลายออกบวชตามพระองค์เลย ประชาชนก็พากันซุบซิบนินทากันว่า ตระกูลอื่นออกบวชตาม ทำไมตระกูลพระพุทธเจ้าไม่ออกบวชตามบ้างล่ะ กลายเป็นแรงกดดันทำให้โอรสในตระกูลศากวงศ์พากันออกบวชตามพระพุทธเจ้า พร้อมกับนายภูษามาลารวมเป็น 7 ท่าน แต่จะกล่าวถึงเฉพาะโอรส 6 ท่านนี้

                        ในบรรดาศากยภิกษุ 6 รูปนั้น มีพระภัททิยะเป็นอรหันต์เตวิชโช คือเป็นพระอรหันต์ และมีวิชชา 3 คือพระอรหันต์มี 2 แบบใหญ่ ๆ แบบ 1. เป็นพระอรหันต์ที่หมดกิเลสแต่ท่านไม่นิยมมีฤทธิ์ เรียกว่า สุกขวิปัสสกะ ถ้าแปลให้เข้าใจง่ายก็เรียกว่า แบบแห้ง ๆ เหมือนก๋วยเตี๋ยวแห้งประมาณนั้น คือชอบแบบบรรลุโดยไม่มีอะไรผสม แต่บางองค์ บางท่าน เขาเรียกว่า เตวิชชะ คือบรรลุแล้วมีฤทธิ์ พระอรหันต์จะมี 2 ส่วนลักษณะหลัก ๆ และมีชลภิญโญอีกด้วย เข้าใจง่าย ๆ คือบรรลุแล้วมีฤทธิ์กับบรรลุแล้วไม่มีฤทธิ์

                         บรรดาศากยภิกษุ 6 รูป พระอนุรุทธะเป็นผู้มีจักษุเป็นทิพย์ ภายหลังทรงสดับมหาปุริสวิตักกสูตรได้บรรลุพระอรหันต์ พระอานนท์ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พระภัคคุเถระและพระกิมพิลเถระ ภายหลังเจริญวิปัสสนาได้บรรลุพระอรหันต์ และพระเทวทัตได้บรรลุฤทธิ์อันเป็นปุถุชน

                      ภิกษุทั้ง 6 รูปนี้ พระพุทธเจ้าเป็นพระอุปัชฌาย์ บวชให้ทั้งหมด แล้วได้คุณวิเศษกัน ในยุคแรก ๆ ตั้งใจปฏิบัติกัน แต่ด้วยบารมีที่แตกต่างกัน ก็เลยได้บรรลุแตกต่างกัน และแม้พระเทวทัตเองก็ได้บรรลุฤทธิ์อันเป็นของปุถุชน ก็คือยังไม่ได้เป็นถึงพระอริยเจ้า ไม่ถึงขั้นเป็นพระโสดาบัน ถ้าเทียบกับคำสอนที่หลวงปู่สอนเราก็อยู่ระดับโคตรภูประมาณนั้น

                       ในกาลต่อมา เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในเมืองโกสัมพี ลาภสักการะเกิดเป็นอันมากแด่พระตถาคตพร้อมพระสงฆ์สาวก มนุษย์ทั้งหลายในกรุงโกสัมพีนั้นมีมือถือผ้าและเภสัช เป็นต้น เข้าไปสู่วิหาร แล้วถามกันว่าพระศาสดาประทับอยู่ที่ไหน

                         คือประชาชนตอนนั้นเกิดความเลื่อมใส กิตติศัพท์อันดีงามของพระพุทธศาสนาขจรขจายไป ประชาชนก็พากันศรัทธาเลื่อมใส เวลาเข้าไปวัดก็อยากจะเข้าไปกราบพระพุทธเจ้า ไปถวายพระพุทธเจ้าหรือพระอัครสาวกเบื้องซ้าย เบื้องขวา ถามหาพระสารีบุตรอยู่ที่ไหน พระโมคคัลลานะอยู่ที่ไหน พระมหากัสสปะ พระภัททิยะ พระอนุรุทธะ พระอานนท์ พระภัคคุอยู่ที่ไหน คนถามถึงแต่พระรูปอื่น แต่ไม่มีใครถามถึงพระเทวทัตเลย ตอนนั้นบวชใหม่ ๆ

                     ญาติโยมพากันเที่ยวตรวจดูที่นั่งแห่งอสีติสาวก ชื่อว่าผู้ถามว่า พระเทวทัตนั่งหรือยืนอยู่ที่ไหนดังนี้ ย่อมไม่มี ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พระเทวทัตอาจจะไม่โดดเด่น ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครถามถึง

                          พระเทวทัตตอนแรกก็ตั้งใจปฏิบัติ แต่พอมาเจออย่างนี้เข้า ว่าทิฐิที่ติดมาจากความเป็นฆราวาส ตอนที่อยู่ในหมู่เชื้อพระวงศ์กษัตริย์อยู่ ทิฐิก็เกิดขึ้นมาในใจ ถึงบวชแล้วแต่ยังไม่ลืมสภาวะนั้น พระเทวทัตก็คิดว่า เราก็เป็นเชื้อสายกษัตริย์ เราบวชพร้อมศากวงศ์เหล่านี้เหมือนกัน แม้ศากวงศ์ก็เป็นขัตติยบรรพชิต เราก็เป็นเชื้อสายกษัตริย์ พวกมนุษย์มีมือถือลาภสักการะ แสวงหาท่านเหล่านี้อยู่ ผู้เอ่ยชื่อถึงเราบ้างมิได้มี ก็คิดเลยว่า ทำไมไม่มีใครถามถึงเราบ้าง เรียกว่าในใจลึก ๆ ก็เหมือนเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ เราจะสมคบกับใครหนอแล เพื่อยังใครให้เลื่อมใส และยังลาภสักการะให้เกิดขึ้นแก่เราบ้าง นี่ทีแรกก็ตั้งใจปฏิบัติเพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพาน แต่พอความรู้สึกนี้เข้ามา เป้าหมายการบวชเปลี่ยน

                        ดังนั้นเวลาเราได้ยินนักบวช หรือภิกษุสามเณรที่ท่านมาบวช และลาสิกขาไป แล้วมาบอกว่าบวชแล้วไม่ได้อะไร เราต้องไปเตือนสติท่านนะ อันนี้ถือเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง เพราะตอนที่จะบวช เจตนาของทุกคนบอกจะบวชเพื่อเอาบุญ นี่คุณบวช คุณก็ได้บุญไปแล้ว ที่คุณบอกว่าบวชแล้วไม่ได้อะไร นั่นไม่ใช่แล้ว แสดงว่าไม่เข้าใจเจตนาของการบวช

                         บวชอย่างแรก บวชเพื่อเอาบุญ เพื่อขัดเกลาตัวเอง เพื่อเอาบุญให้พ่อกับแม่ แต่พอบวชแล้วบอกไม่ได้อะไร นี่แสดงว่าไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของการบวช

                       หรือแม้แต่ท่านที่เป็นนักบวชอยู่ ถ้าพูดคำนี้นี่ เราในฐานะที่เป็นอุบาสก อุบาสิกา ต้องเตือนสติท่าน ไม่เช่นนั้นท่านจะหลงประเด็นของการบวช เพราะเจตนาของการบวชของท่านนั้น ต้องการไปทำพระนิพพานให้แจ้ง ไปสู่มรรคผลนิพพาน

                         เมื่อพระเทวทัตรู้สึกว่าตนไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมาย ก็เกิดความน้อยใจลึกๆ คิดหาหนทางทำยังไงถึงจะให้มีชื่อเสียง คนรู้จักเรา นี่เป้าหมายการบวชเริ่มเปลี่ยน อยากจะมีชื่อเสียง อยากมีลาภสักการะ

                              ทีนั้นความตกลงใจที่มีแก่เธอว่า พระเจ้าพิมพิสารนี้พร้อมกับบริวาร 11 นหุต ทรงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว นี่พระเทวทัตมองเลยว่าการที่จะทำให้คนรู้จัก ตนจะต้องสร้างอำนาจ สร้างฐานอำนาจ คือจะต้องไปหาผู้มีอำนาจ ผู้มีอำนาจในยุคนั้นเป็นการปกครองในระบบสมบูรณาญาสิทธิราช กษัตริย์เป็นใหญ่ ก็มองหากษัตริย์ในยุคนั้นใครเป็นใหญ่บ้าง ก็มีไม่กี่แคว้นที่ใหญ่ ๆ ก็มีพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าปเสนทิโกศล

                             ทีนี้พระเจ้าพิมพิสารได้บรรลุเป็นโสดาบันแล้ว พระเทวทัตเองก็รู้อยู่ว่าพระโสดาบันจะไปหลอกไม่ได้ด้วยการเห็นครั้งแรกนั่นเอง เราไม่อาจจะสมคบกับพระราชานั้นได้ แม้กับพระเจ้าปเสนทิโกศลเราก็ไม่สามารถสบคบได้ แม้พระองค์จะยังไม่บรรลุก็ตาม เพราะพระองค์มีพระมเหสีคือพระนางมัลลิกา ซึ่งเป็นผู้เฉลียวฉลาด คอยให้คำปรึกษาอย่างดี และเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้พระเจ้าปเสนทิโกศลกับศากยวงศ์ก็มีการคานอำนาจกันอยู่ พระเทวทัตคิดว่าจะไปคบด้วยไม่ได้แน่

                           ก็มองไปเห็นว่าอชาตศัตรูกุมาร พระโอรสของพระราชานี้แล ยังไม่รู้คุณและรู้โทษของใคร ๆ เราจักสมคบกับกุมารนั่น พระเทวทัตได้ออกจากกรุงโกสัมพีไปสู่กรุงราชคฤห์ เนรมิตเพศเป็นกุมารน้อย พันอสรพิษ 4 ตัวที่มือและเท้าทั้ง 4 ตัวหนึ่งที่คอ ตัวหนึ่งเป็นเทริดบนศีรษะ ตัวหนึ่งทำเฉวียงบ่าลงจากอากาศด้วยสังวาลงูนี้ นั่งบนพระเพลาของอชาตศัตรูกุมาร ก็เนรมิตลงไปนั่งที่ตักเลย  

                             เมื่ออชาตศัตรูกุมารทรงกลัว แล้วตรัสว่าท่านเป็นใคร ก็ตอบว่า อาตมาคือพระเทวทัต เพื่อจะบรรเทาความกลัวอชาตศัตรูกุมาร จึงกลับอัตภาพนั้นเป็นภิกษุทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร ยืนอยู่เบื้องหน้า ยังอชาตศัตรูกุมารนั้นให้ทรงเลื่อมใส ยังลาภสักการะให้เกิดแล้ว ด้วยความที่อชาตศัตรูกุมารยังเยาว์วัยอายุประมาณ 15-16 ปี เห็นอานุภาพปาฏิหาริย์ขนาดนี้ ก็เกิดศรัทธา เพราะเห็นการแสดงด้วยฤทธิ์จะจะ ไม่ใช่มายากล เป็นการแสดงด้วยฤทธิ์จริงๆ

                            เมื่อเป้าหมายการแสดงฤทธิ์นั้นเพื่อแลกกับลาภสักการะ พอแสดงเสร็จ ใจก็หยาบ ไม่สามารถแสดงฤทธิ์นั้นได้อีก ฤทธิ์หายหมดเลย เพราะไม่ได้เป็นพระอริยะ เป็นเพียงปุถุชนแต่สามารถทำฤทธิ์ได้เพราะสมาธิถึงระดับหนึ่ง แต่อชาตศัตรูกุมารประทับใจ จำภาพนั้นไปแล้ว คิดว่านี่แหละคืออาจารย์ของเรา

                            ถึงบอกว่าเขานำเสนอภาพเพื่ออะไร อันนี้ชัดเจนว่าเบื้องหลังพระเทวทัตต้องการชื่อเสียง ลาภสักการะ แสดงครั้งนี้เพื่ออย่างนั้น มีวัตถุประสงค์ชัดเจน

                             ครั้งนั้นอชาตศัตรูกุมารเลื่อมใสยิ่งนัก ด้วยอิทธิปาฏิหาริย์นี้ของพระเทวทัต ได้ไปสู่ที่บำรุงทั้งเวลาเย็น ทั้งเวลาเช้าด้วยรถ 500 คัน และนำภัตตาหาร 500 สำรับไปด้วย ไปถึงก็เอาอาหารอย่างดีถวาย ดูแลอย่างดี เพราะศรัทธาไปแล้ว

                          ครั้งนั้นพระเทวทัตอันลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ รึงรัดจิตและเกิดความปรารถนาเห็นปานนี้ว่า เราจะปกครองภิกษุสงฆ์ ดูสิ เป้าหมายแรกบวชเพื่อกำจัดอาสวะกิเลส ตั้งใจปฏิบัติจนได้ฤทธิ์ พอเป้าหมายเปลี่ยน ต้องการลาภสักการะ ต้องการชื่อเสียง ฤทธิ์หาย พอมีผู้มีอำนาจมาโอบอุ้ม ก็คิดใหญ่เข้าไปอีก อยากปกครองสงฆ์เอง มันพัฒนาไปถึงขนาดนี้เลยนะ

                               พอคิดอยากปกครองสงฆ์ ได้เสื่อมจากฤทธิ์นั้นพร้อมกับปิตุบาต เพราะคิดอยากเป็นใหญ่ ถ้าปัจจุบันก็คิดยึดอำนาจระบบสงฆ์ เขาคิดอย่างนั้นเลย

                             พอพระเทวทัตคิดอย่างนั้น บาปก็เข้าไปแทรกจิตปุ๊บมืดเลย ฤทธิ์ที่เคยมีก็หายไป พอคิดจะปกครองสงฆ์ก็มีผู้ไปรายงานพระพุทธเจ้า

                             พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไวยากรณ์บาลี ตรัสคาถาประพันธ์ดังต่อไปนี้ ปรารภให้พระภิกษุทั้งหลายได้ฟังว่า
ผลกล้วยย่อมฆ่าต้นกล้วย คือต้นกล้วยออกลูกเสร็จแล้ว มันก็ตาย
ขุยไผ่ย่อมฆ่าต้นไผ่ สุดท้ายเมื่อต้นไผ่ออกขุย เป็นลูกของไผ่ ใครที่ปลูกไผ่ก็ไปสังเกตเอานะ ไม่รู้กี่ปีจะถึงจุดนั้น คือถ้ามันออกขุยหรือเมล็ด ต้นแม่จะตาย
ขุยอ้อย่อมฆ่าต้นอ้อ

                                 ลาภสักการะย่อมฆ่าคนชั่ว เหมือนม้าอัสดรซึ่งเกิดในครรภ์ ย่อมฆ่าแม่ม้าอัสดรฉันนั้น คือม้าอัสดร เป็นม้าอาชาไนย เป็นม้าพิเศษก็จริง เมื่อม้าอัสดรเกิดจากท้องแม่ แม่ม้าจะคลอดลูกได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น คลอดเสร็จแม่ก็ต้องตาย

                              พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบให้เห็นว่า เพราะลาภสักการะทำให้คิดอยากจะเป็นใหญ่ คิดอยากจะมีลาภสักการะ ครอบงำจิตพระเทวทัตจนกระทั่งเบี่ยงเบนวัตถุประสงค์ของการบวช

                             ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าอันบริษัทหมู่ใหญ่แวดล้อม แล้วประทับนั่งแสดงธรรมแก่บริษัทพร้อมทั้งพระราชา ครั้งนั้นพระเทวทัตลุกจากอาสนะ ห่มผ้าเฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาค แล้วกราบทูล โอ้ กล้ามากเลยนะ ขอกันจะจะต่อหน้าในท่ามกลางสงฆ์เลย

                              พระเทวทัตกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชราแล้ว เป็นผู้เฒ่าแก่หง่อมแล้ว ล่วงกาลผ่านวัยไปแล้ว บัดนี้ขอพระองค์จงทรงขวนขวายน้อย ประกอบทิฏฐธรรมสุขวิหารอยู่เถิด ขอจงมอบภิกษุสงฆ์แก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าจักปกครองภิกษุสงฆ์ โอ้ ขอกันอย่างนี้เลยนะ นี่ขอกันซึ่งๆ หน้า ไม่ต้องออกกฎหมายมา คือเอากันจะจะ ขอกันเลย

                          พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนเทวทัต แม้แต่สารีบุตรและโมคคัลลานะ เรายังไม่มอบภิกษุสงฆ์ให้ ไฉนจะพึงมอบให้เธอผู้เช่นซากศพ ผู้บริโภคปัจจัยเช่นก้อนเขฬะเล่า คือพระองค์ตรัสเตือนสติเลยว่า ผู้มีความรู้ความสามารถ มีสติปัญญา เฉกเช่นอัครสาวกเบื้องซ้าย เบื้องขวา คือพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเรายังไม่มอบให้บริหารสงฆ์เลย

                            แล้วนี่เป็นใคร เป็นฆราวาสจะมาบริหารสงฆ์ มันก็น่าคิดนะ นี่ขนาดเป็นพระมาขอ พระพุทธองค์ยังบอกว่าเป็นเหมือนกับซากศพ ยังไม่พอนะ เป็นซากศพที่กินน้ำลายเป็นอาหาร นี่แปลออกมาเป็นภาษาไทยนะ ก้อนเขฬะ เปรียบเทียบแล้ว พูดง่ายๆ ว่าไม่มีคุณค่าอะไรเลย พูดง่ายๆ คือเน่าทั้งนอก เน่าทั้งใน

                                  ทีนั้นพระเทวทัตคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรุกรานเรากลางบริษัท พร้อมด้วยพระราชา ด้วยวาทะว่าบริโภคปัจจัยดุจก้อนเขฬะ ทรงยกย่องแต่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ

                                พระเทวทัตฟังแล้วแทนที่จะได้คิดนะน้อยใจต่อไปอีก ไม่เห็นคุณค่าของเราดูซิ ขนาดเราเป็นศากยวงศ์ออกมาบวชตามแล้ว ยังไปเห็นพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เห็นคนในตระกูลพราหมณ์ดีกว่าเราอีก ดังนี้จึงโกรธ น้อยใจ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วกลับไป

                                ถึงบอกว่าความน้อยใจนี่เป็นเรื่องที่สำคัญ อย่าให้มันมีในหมู่คณะ เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ โอ๊ย เราไม่ใช่เจ้าภาพใหญ่ ไม่ดูแลเรา เราไม่ได้นั่งหน้า คนอย่างนี้ก็มีนะ คนบางพวกแม้เข้าวัดแล้ว อย่างที่หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่เคยบอก ลูกเอ๊ย ถ้านั่งหน้าเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวได้หมดก็ดีนะลูก แต่นี่มันต้องนั่งต่อ ๆ กัน เป็นอันดับ 1, 2, 3 นั่งตรงไหนก็นั่งไปเถอะ ขอให้เราได้สร้างบุญสร้างบารมี อย่าไปอะไรคิดมาก

                                อาการน้อยเนื้อต่ำใจ หลวงพ่อถึงบอกพวกเราว่า ถ้ามีปุ๊บ รีบสั่งทิ้งเลย อย่าให้มันมีนะ เพราะพอมันเกาะในใจแล้ว ใจจะค่อยๆ จับผิดแล้ว พอน้อยใจปุ๊บทุกอย่างเริ่มไม่ดีหมดเลย เริ่มมองว่าหมู่คณะไม่ดี เรียกว่าใจเราทำร้ายเราเอง ระมัดระวังอย่าให้มีความน้อยเนื้อต่ำใจ เป็นเรื่องที่สำคัญ

                                  นี่พระเทวทัตน้อยใจ โกรธพระพุทธเจ้า ออกไปเลย ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาครับสั่งพระภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล สงฆ์จงลงปกาสนียกรรมในกรุงราชคฤห์แก่เทวทัตว่า ปกติของพระเทวทัตก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเทวทัตทำอย่างใดด้วยกาย วาจา ไม่พึงเห็นว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะตัวพระเทวทัตเอง  

                                   คือพระพุทธเจ้าเห็นแล้วว่า จุดอันตรายเกิดขึ้น คือถ้ามีความคิดแนวนี้ ท่านบอกสมัยก่อนไม่มี แต่ตอนนี้มีแนวคิดอย่างนี้เข้า พูดง่าย ๆ ว่าเป็นศิษย์คิดล้มล้างครู ถ้าสามารถรวบรวมคนได้ จะเกิดเหตุเภทภัยต่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ พระองค์ก็เลยให้ภิกษุลงปกาสนียกรรม เป็นการประกาศไปว่า สิ่งที่พระเทวทัตทำ ต่อแต่นี้ไปไม่ได้เกี่ยวข้องกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ไม่ว่าการจะทำดี ทำชั่วอะไรก็ตาม จะเกิดความเสียหายอย่างไรก็ตาม ถือว่าเป็นส่วนตัวของเทวทัตเท่านั้น ก็ลงประกาศไปอย่างนั้นเลย

                                  นี่เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ยังไม่พอนะ ยังไม่หยุดแค่นั้น ครั้งนั้นพระเทวทัตได้เข้าไปหาอชาตศัตรูกุมารกล่าวว่า ดูก่อนกุมาร เมื่อก่อนคนทั้งหลายมีอายุยืน ไปหลอกอชาตศัตรูกุมารว่า รู้ไหม สมัยก่อนคนอายุยืนมากเลยนะ เดี๋ยวนี้มีอายุสั้น การที่ท่านจะพึงตายเสียเมื่อยังเป็นเด็ก สมัยก่อนอายุเป็นหมื่นปี สองหมื่นปี เดี๋ยวนี้คนอายุน้อยเหลือเกิน ไม่แน่ว่าท่านอาจจะตายก่อนได้ขึ้นครองราชย์ นั่นเป็นฐานะอาจจะมีได้ ดูก่อนกุมารท่านจงปลงพระชนม์พระชนกเสีย แล้วเป็นพระเจ้าแผ่นดิน อาตมาจะปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเป็นพระพุทธเจ้า

                                ดูสิ เดิมคิดแค่อยากได้ลาภสักการะ ชื่อเสียง ขยับขึ้นมาอยากปกครองสงฆ์ นี่คิดจะฆ่าพระพุทธเจ้า คิดฆ่าพ่อทางธรรมเลยนะ บวชให้ สอนธรรมะให้

                                  ดังนั้นไม่ต้องหวังว่าในหมู่คณะเราจะเป็นคนดีกันทั้งหมด คนที่คิดทำลายปนอยู่ก็ย่อมมี มีคนถามมานะ ไอ้คนนี้มันเคยบวชที่วัดนี้ แล้วทำไมมันจะมาทำร้ายหมู่คณะอย่างนั้นอย่างนี้ นี่ขนาดพระพุทธเจ้าบวชให้มันยังคิดอยากจะฆ่าเลยใช่ไหม ดังนั้นไอ้คนที่คิดอยากจะทำลายหมู่คณะก็ย่อมมี คือเราไม่สามารถทำให้คนเป็นสัมมาทิฐิได้ทั้งหมด เพราะมีบารมีต่างกัน

                                  พระพุทธศาสนาก็เปรียบเหมือนบ่อน้ำที่สะอาด ใครกระโดดลงมา แล้วขัดสีตัวเองได้แค่ไหน ก็ได้แค่นั้น ถ้าอาบน้ำแล้วไม่ชำระล้างขัดสีตัวเองก็สกปรกเหมือนเดิม ดังนั้นขนาดพระพุทธเจ้าบวชให้เป็น สอนธรรมะให้จนกระทั่งบรรลุฤทธิ์ขนาดนี้ มันยังคิดฆ่าพ่อ เพราะฉะนั้นบางคนที่ไป แล้วกลับมาลุยเรา ก็พรรค์เดียวกันนี้แหละ

                                   พระเทวทัตก็ไปหลอกอชาตศัตรูกุมาร บอกว่าคนสมัยก่อนอายุยืน แต่ตอนนี้คนอายุสั้น ไม่แน่ว่าท่านอาจจะตายตอนอายุยังน้อยนี้ก็ได้ ดังนั้นให้รีบฆ่าพ่อ ยึดอำนาจพ่อเสีย ซึ่งอชาตศัตรูกุมารก็ทำตาม วางแผนแอบพกกริช กริชก็คล้ายๆ มีด เข้าไปในท้องพระโรงเพื่อจะไปฆ่าพ่อจริงๆ แต่ข้าราชบริพารเห็นผิดสังเกต เห็นลุกลี้ลุกลนก็พากันจับ ค้นตัวดูก็พบอาวุธ พระเจ้าพิมพิสารก็ถามว่าลูกพกมีดมาทำไม ก็บอกอยากฆ่าพ่อ ฆ่าทำไม บอกอยากได้ราชสมบัติ พ่อบอกถ้าลูกอยากได้ ก็เอาไปเลย ประกาศยกราชสมบัติให้ลูกชายคืออชาตศัตรูกุมาร

                               พออชาตศัตรูกุมารได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ก็ไปรายงานพระเทวทัต พระเทวทัตหลอกต่อไปอีกว่า เราจะเชื่อได้อย่างไร เพราะคนทั้งหลาย ข้าราชบริพารทั้งหลาย ยังพากันยกย่องสรรเสริญพระเจ้าพิมพิสาร คนทั้งหลายยังอยู่ในอำนาจของพระราชบิดาท่าน ท่านยังไม่มีฐานอำนาจอะไร ข้าราชบริพารไม่ได้ศรัทธาเลื่อมใส พ่อยกให้ก็จริง หากอยู่ๆ พระราชบิดาประกาศยึดอำนาจคืนจะทำอย่างไรล่ะ ดังนั้นยังไงต้องจัดการ

                           พระเจ้าอชาตศัตรูก็เลยเอาพ่อไปขังในคุก กะว่าขังไว้ให้อดอาหารตาย แต่พระเทวทัตอยากให้ฆ่าเลย อยากให้ประหารชีวิตเลย แต่พระเจ้าอชาตศัตรูคิดว่าพ่อเราเป็นถึงกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ถ้าลงมือฆ่าอย่างนั้น เกรงว่าประชาชนจะลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน ก็เลยให้เอาพ่อไปขังในคุกให้ตายเอง ให้อดอาหารตายไปเอง

                               ทีนี้พระมารดาคือพระนางเวเทหิได้ไปเยี่ยมในคุก ได้แอบเอาเนยใสทาตัวไปให้ จนกระทั่งพระเจ้าอชาตศัตรูสงสัยทำไมพระเจ้าพิมพิสารไม่ตายสักที สังเกตเห็นพระมารดาแอบเอาอาหารไปให้พระเจ้าพิมพิสาร ก็เลยสั่งห้ามพระมารดาไม่ให้เข้าเยี่ยมพระเจ้าพิมพิสารในคุก และให้ข้าราชบริพารคอยตามดูอยู่ว่า พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพ่อนั้นเป็นยังไงบ้าง

                             พระเจ้าพิมพิสารแม้ไม่ได้อาหาร แต่อยู่ด้วยกำลังของสมาธิ เดินจงกรมทำสมาธิ พอรู้ว่าอยู่ได้ด้วยการเดินจงกรมทำสมาธิ เออ สมาธินี่ดีนะ ขนาดเขาติดอยู่ในถ้ำก็ไม่ตายนะ ทำสมาธิเอา แต่พวกเราไม่ต้องไปลองนะ หรือหากจะลองก็ลองที่บ้านนั่นแหละ ปิดประตูอะไรอย่างนั้น ออกมาผอม หัวโตเลยนะ

                             พอรู้ว่าพ่ออยู่ด้วยอำนาจกำลังสมาธิ เดินจงกรม ก็สั่งให้นายช่างกัลบก คือช่างโกนผม โกนหนวด ให้มากรีดฝ่าเท้าพ่อถึงในคุก ทีแรกพระเจ้าพิมพิสารดีใจนึกว่าลูกสำนึกได้แล้ว ส่งช่างมาโกนผมโกนหนวดให้ แต่ที่ไหนได้ ช่างกัลบกก็ต้องทำตามคำสั่ง ได้ใช้มีดโกนกรีดที่ฝ่าเท้า แล้วใช้น้ำเกลือทาลงไป ยังไม่พอ ให้ใช้ถ่านรมเข้าไปอีก ทุกข์ทรมานมาก จนกระทั่งพระเจ้าพิมพิสารไม่สามารถเดินจงกรมได้

                                ทำไมผลกรรมแรงถึงขนาดนั้นทั้งที่บรรลุเป็นพระโสดาบัน ท่านบอกไว้ว่า ในกาลก่อนพระราชาพิมพิสารได้ทรงฉลองพระบาทเข้าไปในลานพระเจดีย์ และเอาพระบาทที่ไม่ได้ชำระ คือใส่รองเท้าเปื้อนเดินเหยียบย่ำไปในลานพระเจดีย์ ยังไม่พอ เดินเหยียบเสื่อกกที่เขาปูไว้สำหรับให้พระสงฆ์นั่ง นี้เป็นผลของบาปนั้น ดังนั้นกรรมแต่ละอย่างล้วนส่งผลทั้งนั้นเลย สมัยนั้นท่านคงเป็นเจ้าใหญ่นายโต นี่ใส่เข้าไปในลานพระเจดีย์ แล้วไปเหยียบเสื่อที่เขาปูสำหรับให้พระสงฆ์นั่งนะ บางพวกใส่เข้าไปในโบสถ์เลยนะ โอ้ อันนี้ก็ตัวใครตัวมันเลย นี่พระราชาพิมพิสารแค่ใส่รองเท้าเหยียบเข้าลานเจดีย์ยังโดนกรีดฝ่าเท้า ไอ้คนนั้นไม่โดนตัดเท้ากุดเลยหรือ

                           พระเจ้าพิมพิสารทรงเกิดทุกขเวทนาอย่างรุนแรง ทรงรำลึกอยู่ว่า อโห พุทฺโธ นี่เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ ทุกขเวทนาขนาดไหนก็ไม่ทิ้งธรรมะ ไม่ทิ้งพระรัตนตรัย เพราะฉะนั้นเราอย่าไปทิ้งพระรัตนตรัยนะ ใครว่าหมอเสน่ห์เล่ห์กล เจ้าเข้าทรง ผีสิงที่ไหนดี หากมีใครชวนไป เราต้องมีจุดยึดให้มั่นนะ ไม่อย่างนั้นเราหลงประเด็น ทิ้งพระรัตนตรัย กว่าเราจะได้กลับมามันยาก มันเป็นทิฐิติดตัวเราไปเลย สุดท้ายบางคนกลายเป็นมิจฉาทิฐิ แล้วมันกลับมายากมาก

                                อโห พุทฺโธ อโห ธมฺโม อโห สงฺโฆ เท่านั้น ทรงเหี่ยวแห้งไปเหมือนพวงดอกไม้ที่เขาวางไว้ในลานพระเจดีย์ บังเกิดเป็นยักษ์ชื่อชนวสภะ ผู้รับใช้ของท้าวเวสสุวรรณในเทวโลกชั้นจาตุมหาราช ก็ค่อยๆ เสียชีวิตไป แล้วไปเกิดเป็นยักษ์ เพราะท่านคุ้นเคยกับภพนั้น เกิดมาหลายชาติ ทั้งๆ ที่มีโอกาสไปเกิดสวรรค์ชั้นสูง แต่เลือกไปเกิดในชั้นจาตุมหาราชิกาเพราะความคุ้นเคย  

                           เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพ่อเสร็จแล้ว ก็มีคนมารายงานว่า มเหสีของท่านได้คลอดลูกชายแล้ว ลูกชายเกิดแล้ว ก็นึกรักลูกชายตนเอง แล้วก็มานึกถึงพ่อ ก็ไปถามแม่ว่าพ่อรักลูกไหม แม่ก็บอกว่า ตอนที่เจ้าเป็นเด็ก เกิดฝีที่นิ้วมือร้องห่มร้องไห้ ไม่มีใครสามารถทำให้เจ้าหายร้องไห้ได้ พี่เลี้ยงนางนมได้อุ้มผ่านมาทางท้องพระโรง ขณะที่พ่อของเจ้ากำลังว่าราชการอยู่ ต้องให้อุ้มเข้าไป พ่อใช้ปากดูดฝีที่มือของอชาตศัตรูกุมารออกให้ ตอนนั้นยังเป็นเด็ก คราวนี้เกิดความรักพ่อ จึงสั่งให้คนไปเปิด แต่เขามารายงานว่าตายแล้ว ก็เสียใจมาก ตรงนี้ก็เป็นจุดพลิกผันอย่างหนึ่ง ที่เริ่มเกิดความลังเลว่าสรุปแล้วเราเดินทางถูกหรือผิด

                          ก็มีคนสงสัยต่อไปว่า ที่พระเทวทัตสั่งฆ่าคนขนาดนี้ ทำไมพุทธเจ้าไม่จับสึก ปาราชิกแล้วหรือยัง แม้สั่งฆ่าขนาดนี้ แต่ก็ยังไม่ปาราชิก เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก เหมือนองค์แห่งศีลข้อที่ 1 รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต มีจิตคิดจะฆ่า พยายามฆ่าสัตว์นั้นตาย เช่น ถอยรถเหยียบสัตว์ตาย ศีลไม่ขาด แต่ด่างพร้อย เพราะองค์แห่งศีลไม่ครบ ศีลก็ไม่ขาด

                           แม้แต่องค์ของปาราชิกข้อนี้ก็มีปลีกย่อยลงไป ยังไม่ขาด เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าก็จับสึกไม่ได้ พระเทวทัตก็ยังเป็นพระอยู่ ไม่เหมือนคนยุคนี้เอะอะอะไรก็ปาราชิกมั่วไปหมดหมด ปรับกันเป็นเรื่องปกติ อะไรนิดอะไรหน่อยก็จะปาราชิก โอ้ อะไรจะขนาดนั้น โยมทั้งนั้นเลยนะที่ปรับปาราชิกพระ งงเลย โดยเฉพาะพวกนักข่าวทั้งหลาย ไม่รู้เอาความรู้มาจากไหนเยอะแยะ แปลกไหม มันปรับปาราชิกรายวันเลย นี่มหาคองเขนเดินลงจากนี่ไป จะโดนอีกล่ะมั้ง

                            พระเทวทัตวางแผนขนาดนี้ก็ยังไม่ปาราชิกนะ มันมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมาก พระพุทธเจ้าไม่ใช่ว่าเอะอะอะไรก็จะจับลูกฆ่า ไม่ใช่อย่างนั้นนะ เพราะการจะได้บวชแต่ละครั้งมันยากมาก จะต้องมีพระพุทธศาสนา และพระพุทธเจ้ากว่าจะบังเกิดขึ้น ต้องสร้างบารมีอย่างน้อย 20 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป และที่สำคัญคือ กว่าจะมีศรัทธา กว่าจะได้เกิดเป็นผู้ชาย กว่าจะอายุ 20 โอ้ เป็นเรื่องที่ยากมาก และพอบวชแล้ว ไม่ใช่ว่าเอะอะอะไรก็จะให้ปาราชิก จับไปประหารชีวิตเลย อย่างนี้ก็ตายกันหมด

                             ดังนั้นยังมีรายละเอียดอีกมากมาย มีองค์ประกอบ และพระวินัยของพระพุทธเจ้าอะลุ่มอล่วยให้ลูกพออยู่ได้ ไม่ใช่ว่าเคร่งจนจะเอาเป็นเอาตายให้ได้ ถ้าเราไปดูพระวินัยหลาย ๆ ข้อ พระพุทธเจ้าใช้คำว่าอนุบัญญัติ คือบัญญัติตัวหลักมาแล้ว แต่พอปฏิบัติจริง มันเกิดความไม่สะดวกบางประการ พระองค์ก็ปรับให้อยู่ได้ เรียกว่าอนุบัญญัติ บางครั้งปรับถึง 7 ครั้งก็มี 2-3 ครั้งก็มี

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561


โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2561

พระมหาสมคิด  ชยาภิรโต

แสดงธรรมเรื่อง ราชันปฐพี ราชินีที่ดิน

ห้องSPD 4 สภาธรรมกายสากล

***********************************

สืบเนื่องจากช่วงนี้ในปีพุทธศักราช 2561 งานพื้นที่ทุกภาค ทุกจังหวัด จะมีโครงการทอดผ้าป่าระดับภาค ทั้ง 6 ภาค ของภาคใต้เราจะทอดผ้าป่าวันที่ 22 กรกฎาคม 2561 ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมแก้วระนอง

ทั้ง 14 จังหวัดจะมาร่วมกันทอดผ้าป่าที่จังหวัดระนอง ก็ถือเป็นกิจกรรมของแต่ละภาค เนื่องจากงานผ้าป่าครั้งนี้เพื่อซื้อที่ดิน และฉลองพระประธานของศูนย์ปฏิบัติธรรมแก้วระนอง จึงนำธรรมะที่เกี่ยวกับเรื่องที่ดิน และเกี่ยวกับพระพุทธรูป พระประธาน อะไรที่เกี่ยวข้องพระอาจารย์จะนำมาแสดงธรรมในวันนี้ เราจะได้รับรู้ตอกย้ำเกี่ยวกับธรรมะในเรื่องนี้ไปด้วย

ซึ่ง Case Study เราจะได้ยินได้ฟังในทุกวันเสาร์ที่พระอาจารย์ไพบูลย์ท่านนำมาเล่าเป็นประจำ

พระอาจารย์ได้รวบรวม Case Study เกี่ยวกับที่ดินมาไว้ในวันเดียวกัน จะเอาเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับที่ดินเท่านั้น  (เปิด VDO ทบทวนบุญ ศูนย์ปฏิบัติธรรมแก้วระนอง

)

เนื่องจากในแต่ละจังหวัดมีขนาดไม่เท่ากัน จังหวัดระนองเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดของประเทศไทย มีประชากรเพียง 2 แสนกว่าคนในจำนวนนี้เป็นชาวพม่าเยอะเลย มีพื้นที่เป็นภูเขา จะหาที่ดิน 6 ไร่ ทำศูนย์ยากมากที่มีโฉนด และมีราคาแพง แต่เจ้าภาพก็มีความศรัทธาถวายมาให้ 1 ไร่ แต่เขาก็มีภาระค่าใช้จ่ายเรื่องอื่นด้วย อีก 5 ไร่ก็ให้เราช่วยกันซื้อ

ศาลาตอนนั้นถูกพายุพัดล่มไป พระอาจารย์ท่านก็นั่งอยู่ท่ามกลางศาลาล่ม ภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ลูกพระธรรมทั่วโลกเห็นก็รวบรวมปัจจัยสร้างศาลาขึ้นมา

ตอนนี้ศาลามีแล้ว ที่ดินยังจ่ายไม่ครบจึงทอดผ้าป่าช่วยกันจาก 14 จังหวัดและพวกเราทั่วโลกด้วยช่วยกันให้ได้ที่ดินตรงนี้ให้ได้ถวายวัดให้ครบทั้ง 6 ไร่ จึงมีกิจกรรมทอดผ้าป่าขึ้นมา

เจ้าภาพที่วัด ถ้าใครอยากจะไปร่วมงานก็มีรถวันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ลงทะเบียนเวลา 17.00 น. จุดออกรถบัส ณ มหาธรรมกายเจดีย์ คอร์ 32 โทร. 061-794-1659      กัลฯสุภัค จังหวัดระนองอยู่ใกล้เกาะสองประเทศพม่า

พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 โดยมีหลวงพ่อทัตตชีโว เมตตาเป็นประธานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุให้ พระอาจารย์ได้ไปร่วมงานด้วยในวันนั้น มีการจารึกชื่อในแผ่นทอง แผ่นเงิน แผ่นทองแดงเพื่อประดิษฐานในแผ่นฌานขององค์พระ หลวงพ่อทัตตชีโวจารึกชื่อเป็นปฐมเริ่มก่อน ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2561 จะมีการทำพิธีนี้

ต่อไปทุกจังหวัดจะทยอยกันมารับพระประธาน จังหวัดไหนมีศาลามีห้องปฏิบัติธรรมแล้วจะอัญเชิญองค์พระประธานลงไปประดิษฐานให้สักการบูชากัน  (กรณีศึกษา (Case Study) เกี่ยวกับที่ดิน)

Case 1 .ที่ดิน 1 แสนขายได้หลายล้าน (จังหวัดระยอง)

เจ้าของเมื่อแต่งงานแล้วไปอยู่จังหวัดระยอง ช่วงแรกของชีวิตค่อนข้างลำบาก มีทองติดตัวไป น้ำหนัก 1.50 บาท มีเงินที่ยืมคุณยายไป 3,000 บาท ไปสร้างบ้านอยู่ที่จังหวัดระยอง ทำงานได้ค่าแรงวัน 10 บาท/วัน/คน ประมาณปี พ.ศ. 2528 ได้ไปเช่าที่ดิน 1 แปลง จำนวน 30 ไร่ เพื่อปลูกมันสำปะหลัง ต่อมาเจ้าของที่ร้อนเงินต้องการขายที่แปลงนี้ ประกาศขายไม่มีใครซื้อ เมื่อมีคนที่ต้องการจะซื้อระหว่างการเดินทางมาเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคัน

เจ้าของที่คิดว่าที่ดินตรงนี้คงมีอาถรรพ์ จึงให้คนที่นั่งสมาธิตรวจดูทางใน คนที่นั่งสมาธิบอกว่าที่แปลงนี้มีเจ้าของอยู่ เจ้าของก็คือคนที่มาเช่า จะต้องขายให้คนที่มาเช่า เจ้าของที่จึงมาขายให้คนที่เช่า แต่มีเงินแค่ 2,000 บาทเท่านั้น ที่ในขณะนั้นราคา  1 แสนบาท เจ้าของที่ขายโดยรับเงินมัดจำ 2,000 บาท

หลังจากนั้นไม่นานราคา มันสำปะหลังที่ปลูกก็สูงขึ้น น้ำหนักมันแต่ละหัวก็หนักกว่าเดิม ในระยะเวลา 2 ปีจึงปลดหนี้ค่าที่ดินได้ทั้งหมด

ต่อมาป่วยเงินที่มีก็เริ่มเหลือน้อยเพราะทำงานไม่ได้จึงมาร่วมงานบุญที่วัดพระธรรมกาย ในขณะที่หลวงพ่อธัมมชโยนำนั่งสมาธิ นั่งไปก็ฟุ้งไป ได้อธิษฐานจิต ขอหลวงพ่อว่าขอให้ขายที่ได้ให้มีเงินมาทำบุญ มาทำงานพระศาสนา มาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ในเสียงที่นำนั่งสมาธิเหมือนกับว่าหลวงพ่อพูดกับเขา หลวงพ่อบอกว่า มีบุญเล็กบุญน้อยก็ทำไปก่อน เดี๋ยวลูกก็จะได้สร้างบุญใหญ่ ที่จริงหลวงพ่อนำนั่งให้สาธุชนทั่วโลกแต่เขารู้สึกว่าเหมือนหลวงพ่อพูดกับตัวเขา

หลังจากนั้นเป็นเวลา 1 เดือนก็มีคนมาติดต่อซื้อ เนื่องจากช่วงนั้นที่ดินที่ระยองเป็นที่ต้องการของตลาด ที่ดินซื้อมาเป็นเวลา 7 ปี ราคาเพิ่มขึ้น 45 ล้านบาท ตั้งแต่นั้นมาชีวิตก็ดีขึ้นตามลำดับ สามารถเป็นประธานกองกฐินได้ในแต่ละปี  ...เขาเขียนมาถามหลวงพ่อว่าด้วยบุญอะไรเขาจึงได้แบบนี้

หลวงพ่อธัมมชโย ท่านฝันในฝันให้ว่า ในชาติก่อนลูกก็เป็นสามีภรรยากัน มีฐานะดี แต่ตระหนี่มากในช่วงแรกก่อนที่จะมาเจอหมู่คณะ ไม่ชอบในการทำทานและไม่เชื่อว่าให้ทานแล้วจะรวย  กลับมีความคิดว่ามีแต่จะจน เพราะว่าทำแล้วเงินก็หมดไปเรื่อย ๆ  อีกทั้งไม่สนับสนุนใครในการทำทาน  โดยบอกว่า...จะรวยต้องทำงานและขยัน  เอาเหงื่อเข้าแลกจึงจะได้มา   การให้ทานก็เห็นอยู่ว่าเงินหายวับไปกับตาจะรวยได้อย่างไร  ซึ่งความคิดอย่างนี้เป็นความคิดสากลมาถึงกระทั้งปัจจุบันที่ยาวนานมาอยู่คู่กับโลกใบนี้ เพราะในใจมนุษย์มีกิเลสตระกูลโลภะ คือความตระหนี่ ความหวงแหนที่ได้ทรัพย์อยู่ในตัว กับความไม่รู้มาบดบังเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งการกระทำ ความคิดนี้ถือว่าผิดไหมก็ไม่เชิง ถูกในระดับหนึ่ง แต่บางคนก็ทำอย่างนี้แต่ยังขยันทำงานตลอดชีวิตโดยไม่รวยก็มีอยู่    ชีวิตในช่วงแรกจึงเหน็ดเหนื่อย กับการทำงานในช่วงต้นของชีวิต

ต่อมาได้มาเจอกัลยาณมิตร ได้ปฏิบัติธรรมมาตามลำดับ และได้ทุ่มเทในการทำบุญอย่างเต็มที่ ทั้งยังได้ถวายที่ดินด้วยให้เป็นสมบัติพระพุทธศาสนาในชาตินั้น  ดังนั้นชาตินี้เมื่อบุญส่งผลที่ดินที่ตัวซื้อมาแค่ 1 แสนบาทก็ทวีคูณ 400 กว่าเท่า กลายเป็น 45 ล้านบาท บุญอดีตและบุญปัจจุบันมาส่งผล  บุญที่ถวายที่ในอดีตทำให้ได้ที่มาเยอะแยะ  และทำให้มีราคา  มีทั้งมูลค่าและคุณค่า กับบุญปัจจุบันแม้ลำบากแค่ไหนก็ทำ  ทำทั้งน้ำตาและเงินตราไปด้วยกัน

คือบุญในอดีตเราถวายไว้เยอะแค่ไหน ชาตินี้ก็ส่งผลถ้าทำชาตินี้ บุญชาตินี้ก็ดึงดูดบุญในอดีตมารวมกันส่งผล ชาตินี้จะมาส่งผล 20 เปอร์เซ็นต์ จะมีอันหนึ่งที่หลวงพ่อบอกว่าจะไปดึงบุญในอดีตมา เราเกิดกันมานานมาก แค่ 1 กัปกระดูกกองเหมือนภูเขาเลย  เพราะฉะนั้นจะดึงดูดบุญในอดีตมาได้เราต้องทำบุญ รักษาศีล นั่งสมาธิ   นี่เป็นตัวอย่างแรก  สรุปคือบุญที่ทำให้เขาขายที่ได้ก็คือ บุญที่เขาถวายที่ดินให้เป็นสมบัติพระพุทธศาสนา ทำไว้อย่างไรก็ได้อย่างนั้น

Case 2.มีที่ดินดี ๆ สวย ๆ แต่คนอื่นไม่สามารถครอบครองได้

เขามีที่ดินอยู่ตามเกาะ เช่นเกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา ที่ดินตามเกาะมีราคาแพง ที่ดินที่เชียงใหม่ มีหลายที่เยอะแยะเลย ก็สงสัยว่าทำไมเขามีที่ดิน ดี ๆ สวย ๆ ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย

เมื่อผมอายุ 19 ปี ผมแต่งงานกับภรรยา แต่ก็มีเหตุอีกว่าทำไม เพราะผู้หญิงในยุคนี้ตั้งหลายพันล้านคน อย่างน้อยก็สามพันล้านคน มองดูแล้วไม่สนใคร คนนี้ใช่เลย แต่งงานเสร็จเราก็ไปเรียนปริญญาตรีที่อเมริกาด้วยกัน หลังจากเรียนจบได้เริ่มต้นทำงานในครอบครัวของผม ของภรรยาผม ขณะนั้นบริษัทมีสินทรัพย์รวมมูลค่ากว่าพันล้านบาท แต่มีมูลค่าการตลาดเก้าสิบล้านบาท

ผมได้ซื้อบริษัทนี้ แต่เดิมเป็นพนักงาน  ต่อมาซื้อเลย และบริหารจัดการจนสามารถนำบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  ทำให้มีมูลค่าสินทรัพย์กว่าสี่หมื่นล้านบาท และมูลค่าตลาดหมื่นห้าพันล้านบาท   ทุกอย่างมีเหตุทั้งนั้นว่าทำไมมาถึง ณ ตรงนี้ได้ จากที่ไปขอยืมเงินมาแล้วมาถึงตรงนี้ ทุกอย่างมีเหตุทั้งสิ้นว่าผลที่เจอในปัจจุบันนี้มาจากเหตุที่เราประกอบอะไร

หลังจากนั้นผลจึงถอยออกมาเป็นเพียงประธานกรรมการ เพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีคลัง เมื่ออายุ 33 ปี 

ที่ประสบความสำเร็จเมื่ออายุยังน้อยเพราะอดีตชาติ ลูกและภรรยาก็เป็นสามีภรรยากัน เป็นเศรษฐีผู้ใจบุญ ทำบุญสงเคราะห์โลกเป็นจำนวนมาก และทำบุญในพระพุทธศาสนาเมื่อได้สร้างวัดขนาดใหญ่วัดหนึ่งได้กว่าครึ่งประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากเกิดขัดใจกับเจ้าอาวาสในเรื่องการก่อสร้าง รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้บริจาคทั้งที่ดิน บริจาคทั้งทรัพย์รายใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้นมา ก็เลยรู้สึกเป็นเจ้าของวัด จะต้องทำอะไรเองทั้งหมด ที่ขัดกันโดยเจ้าอาวาสต้องการให้สร้างศาลาหอฉันแยกออกจาก ศาลาฟังธรรม แต่ลูกต้องการให้สร้างรวมกัน นอกจากนี้ยังขัดใจกันในเรื่องแบบแปลนสร้างวัดอีกหลายอย่างจึงเลิกสร้างกลางครันโดยหยุดไปเลยไม่ทำให้สำเร็จ

บุญที่สร้างวัดใหญ่ดังกล่าวจึงส่งผลให้รวยอย่างรวดเร็ว แต่การเลิกกลางครันไม่ทำให้เสร็จสิ้นทำให้บุญที่ส่งผล ที่จะส่งผลให้รวยไปจนถึงที่สุด สุดๆ เลย กลายเป็นรวยปกติ

เหตุที่ลูกมีที่ดินดี ๆ สวย ๆ ที่คนอื่นไม่สามารถครอบครองได้ เพราะบุญที่ได้บริจาคที่ดินสวย ๆ สร้างวัดดังกล่าว และบุญที่ได้บริจาคเป็นที่สาธารณะประโยชน์ด้วย เวลาให้ดีอย่างหนึ่งไม่ติดใจ จึงทำให้ได้ที่สวย ๆ ที่จริงควรจะมีมากกว่านี้อีกเยอะ แต่ทำบุญแล้วไม่ได้อธิษฐานขอให้มีที่ดินเยอะ ๆ จึงมีเท่าที่มีอยู่เพราะตอนทำบุญใจใส ๆ

Case Study  นี้ก็มีส่วนทั้งดีและไม่ดี ไม่ดีคือไปขัดใจเจ้าอาวาส ตอนหลังธุรกิจท่านนี้ก็มีปัญหานิดหน่อย ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ แต่บุญก็เยอะสามารถประคองได้ หลวงพ่อบอกว่าที่จริงควรจะรวยมากกว่านี้ แต่ก็รวยแค่ปกติ ไม่รวยแบบสุด ๆ เพราะบุญส่งได้ไม่เต็มที่ เพราะช่วงหลังใจขุ่น

Case 3  บุญของนายหน้าขายที่ดิน

จะมีความสามารถในการรวบรวมที่ดิน เจ้าของ Case บอกว่าตอนเป็นนายหน้าขายที่ดิน รวบรวมที่ดินจาก 79 รายให้เป็นผืนเดียวกัน 3,000 ไร่สามารถรวมได้ เจ้าของบริษัทที่ทำงานด้วยทึ่งจึงยกบริษัทที่กำลังมีปัญหาให้เจ้าของ Case นี้  เป็นผู้บริหาร

ในช่วงแรกของการบริหารรุ่งเรืองมีเงินหมุนเวียนเป็น 100 ล้าน แต่ชีวิตที่ผ่านมาก็ทำทั้งบุญและบาป รุ่งเรืองอยู่ช่วงหนึ่ง และเกิดเศรษฐกิจตกต่ำ จึงล้มละลาย ก็เป็นเหตุให้เข้าวัด ตอนนั้นเงินไม่เหลือ อยู่ในช่วงที่วัดกำลังสร้างองค์พระ ได้ขอยืมเงินเพื่อนสร้างองค์พระ 2 องค์ ที่เหลือเก็บไว้ใช้จ่าย

ขณะที่อยู่ที่วัดเห็นคนเขาไปต่อแถวเพื่อรับจีวรจึงไปต่อแถวบ้างแต่ไม่ทราบว่าที่ไปรับเป็นประธานรอง 1 M (1 ล้านบาท) มารู้ทีหลังเมื่อรับมาแล้วก็ตั้งใจว่าจะทำให้ได้ กัลยาณมิตรชวนไปนั่งสมาธิที่สวนพนาวัฒน์ ขณะที่นั่งสมาธิก็อธิษฐานไปด้วยว่า ขอให้ขายเครื่องจักร ขายของที่โรงงานเก่าได้ ระหว่างที่ปฏิบัติธรรมที่พนาวัฒน์ทางเจ้าหน้าที่โรงงานโทรมาแจ้งว่ามีคนมารับซื้อเครื่องจักรแล้ว จากที่ประกาศขายมานาน จึงทำให้เป็นประธานกองกฐินได้

ตั้งแต่นั้นมาพอเข้าวัด ทำบุญเรื่อย ๆ ธุรกิจต่าง ๆ ก็เริ่มดีขึ้นไปตามลำดับ ตัวเขาเองจึงสงสัยว่าเขาไม่มีที่ของตัวเอง แต่เป็นนายหน้าสามารถประสานงานได้ ทำบุญมาอย่างไร ส่วนคนที่เป็นเจ้าของที่ประสานงานรวบรวมที่ไม่ได้

หลวงพ่อธัมมชโย เมตตาฝันในฝันว่า  

คำถาม ทำไมลูกจึงมีความสามารถรวบรวมที่ดินผืนใหญ่ ๆได้แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของ ส่วนเจ้าของที่ดินไม่สามารถรวบรวมได้ แต่กลับมีบุญได้เป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้ เราสร้างเหตุกันมาอย่างไร บุญใดที่ทำให้ลูกมีบ้านหลายหลัง และไม่ว่าจะปลูกบ้านกี่หลัง ก็เป็นบ้านที่ใคร ๆ ก็ชมว่าสวยงามน่าอยู่ทุกหลัง

ฝันในฝัน ลูกสามารถรวบรวมที่ดินเป็นผืนใหญ่ได้ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของเพราะ ในอดีตลูกเป็นคนชวนคนบริจาคที่ดินแต่ไม่ได้ทำเองมาส่งผลให้ได้ที่ดินเป็นของคนอื่น สามารถรวบรวมที่ดินได้แต่ก็เป็นของคนที่เขาบริจาคที่ดิน บุญชวนอย่างหนึ่ง บุญทำเองอีกอย่างหนึ่ง

ส่วนเจ้าของที่ดินไม่สามารถรวบรวมที่ดินได้ แต่เป็นเจ้าของที่ดินเพราะมีบุญที่บริจาคที่ดิน แต่ไม่มีบุญชวนคนมาถวาย

ลูกมีบ้านอยู่หลายหลังและคนชมว่าสวย เพราะบุญที่สร้างกุฏิถวายพระ แต่ว่าไม่ได้ถวายทั้งหมดมาส่งผล คล้าย ๆร่วมบุญสร้างกุฏิพระแต่ไม่ได้สร้างทั้งหมด แต่คนละอย่างกันถ้าเรารับทั้งหลังแล้วคนมาร่วมบุญด้วยอย่างนี้ได้ แปลว่าเราเป็นเจ้าของแต่เขามาร่วมบุญ เราก็จะมีทรัพย์และมีพวกพ้อง

ฉะนั้นเราควรจะทำด้วย ชวนคนทำบุญด้วยนะ เพราะชวนเราก็จะสามารถที่จะประสานงานได้ รวมทีม รวมคน เรามีที่อยู่ 10 ไร่ แต่มีบุญชวนด้วยเลยรวมได้เป็น 3,000 ไร่ บุญชวนคนก็เป็นบุญที่ไม่ธรรมดา จะสามารถประสานการทำงานอย่างดีเยี่ยม ทำคนเดียวคำพูดของเราจะไม่มีน้ำหนักพอในการที่จะดึงใจเขา  เหมือนที่หลวงพ่อพูด กับเราพูดต่างกัน  เพราะหลวงพ่อมีบุญในการชวนคนเยอะ  ท่านพูดอะไรเราก็เชื่อฟัง  ง่ายไปหมดเลย  เราพูดอยากไปหมด เพราะว่าบุญต่างกัน

ถ้าจะเป็นนายหน้าค้าที่ดินต้องชวนคนทำบุญเยอะ ๆ จึงจะประสบผลสำเร็จ อันนี้สำคัญเราจำเอาไว้

Case 4  อานิสงส์ การอนุโมทนาบุญ ถวายที่ดิน

เจ้าของ Case  มีสามีเป็นคนจังหวัดภูเก็ต สามีเป็นหลานของเจ้าของเหมืองแร่ดีบุก รวย มีที่หลายร้อยไร่ และมีการแบ่งสมบัติกัน  สามีก็มีส่วนในสมบัติด้วย  แต่พอใจที่จะเป็นพนักงานตัวเล็ก ๆ อยู่ในบริษัทของคุณพ่อ  แต่คนอื่น ๆ ก็ได้สมบัติได้กิจการไปรวยกว่าเดิมมาก  สามีเมื่อเทียบกับคนอื่นก็จะไม่รวย  ภรรยาก็เลยถามหลวงพ่อว่าเป็นเพราะอะไร สามีจึงไม่รวยเหมือนเขา แต่ก็พอมีพอกิน

หลวงพ่อเฉลยว่ามีบุญอนุโมทนากับครอบครัว เกิดในครอบครัวที่ได้ถวายที่สร้างอารามไว้ในพระพุทธศาสนามาส่งผลจึงทำให้เกิดในครอบครัวที่มีที่ดินมาก

คือบางทีทำบุญในครอบครัว สามีทำ ภรรยาไม่ทำ ก็อาจจะได้เกิดไปเป็นคู่กัน แต่สามีเป็นใหญ่ในทรัพย์ จะใช้เงินก็ต้องขอสามี อนุโมทนาบุญกับพ่อที่ทำบุญ แต่ตัวเองไม่ได้ทำ ก็อาจจะได้เกิดเป็นลูกพ่อ แต่ตัวเองก็อาจจะไม่ได้เป็นผู้นำในครอบครัว ถ้าต่อมาต้องแยกไปอยู่เองจะไม่รวย หลวงพ่อก็สอนว่า ให้เราอนุโมทนาบุญกัน ถ้าอนุโมทนาบุญได้บุญนิด ๆ แต่ถ้าทำบุญด้วยตัวเองได้บุญเน็ต ๆ ถ้าเราอนุโมทนากันทั้งวัน แต่เราก็ทำด้วย เราก็ได้ทุกอย่าง

case 5. บุญที่ทำให้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้น 6 ปรนิมมิตวสวัตตี

จากที่ฟังหลวงพ่อหลาย ๆ เรื่อง ถ้าพวกเราก็ไปสวรรค์ชั้นที่ 4 ซึ่งที่จริงเราจะไปสูงกว่านั้นก็ได้แต่เราก็ไปชั้นที่ 4 ที่สำคัญพระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านอยู่ชั้น 4 เป็นชั้นพระโพธิสัตว์ อายุไม่ยืนเกินไป ไม่น้อยเกินไป

คุณพ่อเสียชีวิตด้วยวัย 92 ปี โดยโรคชราในท่านั่งสมาธิเพราะหมดอายุขัย และจากไปด้วยใจที่ผ่องใสที่เกิดจากสมาธิจิตระดับหนึ่งและมีภาพแห่งการทำบุญกุศลมากมายของท่านในพระพุทธศาสนามาปรากฏเป็นกรรมนิมิตทำให้ท่านมีคตินิมิตสว่าง และกายละเอียดก็หลุดจากกายหยาบออกมาเห็นหัวหน้าบริวาร นำบริวารมากมายมาเข้าแถวต้อนรับกลับไปสู่เทวโลก เขาก็ได้เดินระหว่างแถวบริวารไปขึ้นเทวรถที่เป็นทองประดับด้วยรัตนชาติขนาดใหญ่ แล้วกายมนุษย์ละเอียดของท่านก็ได้เปลี่ยนเป็นกายทิพย์เมื่อท่านนั่งบนรัตนบัลลังก์ของเทวรถ

 แล้วก็แวบไปที่วิมานทองประดับรัตนชาติขนาดใหญ่ของสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี สวรรค์ชั้นที่ 6 ด้วยบุญที่ทำไว้ในพระพุทธศาสนาตลอดชีวิต เช่นบริจาคที่ดินสร้างวัด 7 วัด สร้างโรงเรียนหลายแห่ง บุญบวชพระประมาณ 1,000 รูป ใส่บาตรทำบุญที่วัด นั่งสมาธิเป็นประจำ และได้บวชในบวรพระพุทธศาสนา รวมทั้งเลี้ยงดูบริวาร เป็นต้นมาส่งผล

ท่านมีชีวิตอยู่สุขสบาย มีบริวารมากมายที่คอยเนรมิตในสิ่งที่ท่านปรารถนา ถ้าสรรค์ชั้น 5 นิมมานรตี อยากได้อะไรต้องเนรมิตเอง แต่สวรรค์ชั้นที่ 6 นี้ปรารถนาอะไรบริวารจะเนรมิตให้รู้ใจเจ้านาย พอเจ้านายคิดอะไรแสงวาบที่ดวงแก้วกายสิทธิ์กลางวิมาน ถึงบริวารที่เกิดขึ้นด้วยบุญเนรมิตมาเลย

ตอนนี้ท่านกำลังนั่งอยู่ที่รัตนบัลลังก์กลางวิมาน กำลังตรวจดูทิพยสมบัติ ซึ่งบริวารได้นำมาให้ดูตั้งแต่ตายวันแรกจนกระทั่งถึงปัจจุบันยังไม่หมดเลย เพราะท่านได้สั่งสมบุญเอาไว้มากกำลังปลื้มมากยังไม่จบเลยจ้า ที่ท่านสิ้นมาหลายสิบปีดูทิพยสมบัติยังไม่หมดเลย

หลวงพ่อบอกว่าภรรยาเสียชีวิตไปอยู่ชั้น 6 มีวิมานติดกัน แต่ยังไม่เจอกันเพราะยังตรวจดูทิพยสมบัติของตัวเอง

Case 6  ทำไมมีสมบัติตักไม่พร่อง

ลูกมีที่ดิน 19 ไร่ แถวปากช่อง ที่ดินมีหินกาบอยู่เป็นจำนวนมาก ยิ่งขุดก็ยิ่งมีราวกับสมบัติจักรพรรดิ ลูกได้อาศัยหินกาบเลี้ยงครอบครัวและสร้างบุญ บางครั้งก็ถวายหินกาบให้กับวัดต่างๆ ที่มาบิณฑบาต บางวัดก็ปูหินกาบทั้งหมด แม้แต่ที่วัดพระธรรมกายก็ยังมีหินกาบที่ลูกไปปูให้ด้วย นึกถึงหินกาบครั้งใดก็อดนึกถึงวันแรกที่ลูกตัดสินใจซื้อที่ดินผืนนี้ไม่ได้ เพราะลูกไม่ได้ทราบเรื่องหินกาบในที่ดินผืนนี้มาก่อน

แต่ก่อนซื้อที่ดินลูกได้ทำบุญและได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าหากมีบุญที่จะได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาขอให้ลูกได้ทรัพยากรแผ่นดินแล้วก็ได้ที่ดินนี้มาสร้างบารมีจริง ๆ

คำถาม ลูกมีบุญอะไรจึงได้เป็นเจ้าของที่ดินที่เต็มไปด้วยหินกาบ สร้างรายได้ให้ลูกตลอดขุดเท่าไหร่ก็ไม่หมดยิ่งขุดยิ่งมี กรณีของลูกจะเหมือนหรือแตกต่างจากเจ้าของที่ดินที่มีรัตนชาติต่าง ๆ หรือเพชรพลอยอย่างไร

มาฟังกันเลย... ตัวลูกมีหินกาบในที่ดินของตนและมีรายมาให้ตลอดขุดเท่าไรก็ไม่หมดยิ่งขุดยิ่งมี เพราะในอดีตเคยทำบุญถวายที่ดินเป็นที่เป็นที่กัลปนาให้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากที่ดินเอาบุญมาบำรุงวัด ไม่ได้ถวายที่ดินแต่ถวายผลประโยชน์ในที่ดิน และอธิษฐานด้วยบุญนี้ขอให้มีสมบัติที่เกิดขึ้นกินใช้ไม่รู้จักหมดมาส่งผลจ๊ะ

กรณีที่ดินของผู้อื่นเขามีเพชรพลอยเพราะเขาอาจทำบุญมามากกว่าตัวลูกหรือถวายด้วยรัตนชาติสร้างศาสนาวัตถุ เช่นเจดีย์ หรืออาจจะสร้างบุญใหญ่ใดก็ได้แล้วอธิษฐานจิตมาเป็นต้นจ๊ะ

Case 7 มีที่ดินมาก แต่ขายแล้วไม่ได้ใช้เงินเพราะกรรมใด

คำถาม สามีของลูก เป็นคนที่มีที่ดินมาก ทั้งได้รับมรดกและซื้อเอง แต่เมื่อสามีนำมาขาย เงินนั้นทั้งตนเองและครอบครัวมักจะไม่ได้ใช้ ต้องหมดไปในเรื่องต่าง ๆ  เช่นให้ญาติยืมใช้หนี้   ...บุญอะไรที่ทำให้สามีมีที่ดินมาก และกรรมอะไรจึงไม่ได้ใช้เงินจากการขายที่ดิน เพราะเหตุใด

ฝันในฝัน สามีของลูกมีที่ดินมากทั้งรับมรดกและซื้อเอง เมื่อนำมาขายและได้เงินมาแล้ว ทั้งตนเองและครอบครัวมักจะไม่ได้ใช้ ต้องหมดไปในเรื่องราวต่าง ๆ เช่นญาติขอยืมเอาไปใช้หนี้แล้วไม่ได้คืนเลยแม้บาทเดียวเพราะ เคยทำบุญด้วยที่ดินเอาไว้เยอะจึงมีที่ดินมาก แต่ทำแล้วมักจะเสียดายในภายหลัง บุญหกบุญหล่น รวมทั้งมีวิบากกรรมอื่นเข้าแทรก เช่นเคยเบี้ยวหนี้มารวมส่งผลด้วยจ๊ะ

ใจคนสำคัญ เราถวายไปแล้วแต่ใจมานึกเสียดาย บุญหก ทำให้ได้ใช้สมบัติไม่เต็มที่ ไม่ได้ไปยึดที่คืนเพียงแต่เสียดายในใจซึ่งก็ไม่มีประโยชน์อะไร

เพราะฉะนั้นใจสำคัญ ...ก่อนให้ก็ดี  ขณะให้ก็เลื่อมใส หลังให้ก็เบิกบานใจ หลวงพ่อจึงให้นำนั่งสมาธิก่อนทุกครั้ง ก่อนจะทำบุญ ให้ใจใสที่สุด จะได้บุญอย่างเต็มที่ ถ้าใจใสหลังให้ก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ถ้าใจขุ่นกิเลสมันก็แทรกได้ นึกเสียดายบุญก็หกได้บุญไม่เต็มที่

Case 8 มีที่ดินอยู่บนเกาะสีชังเกือบครึ่งเกา

คำถาม คุณพ่อทีวิบากกรรมใด ชีวิตที่เหมือนว่ากำลังจะรุ่งโรจน์จึงอับเฉา เหตุใดที่ดินที่เกาะสีชังที่พ่อเคยครอบครองต้องถูกฟ้องร้องจะเอาเงินคืน

ฝันในฝัน เพราะในอดีตชาติเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ เคยมีจิตศรัทธา บริจาคที่ดินผืนใหญ่เพื่อให้สร้างวัด ต่อมาภายหลังเกิดความเสียดาย เพราะที่ตรงนั้นเกิดมีราคา และมีคนอยากขอซื้อ จึงไปขอคืน จากที่ดินเป็นผืนใหญ่เป็นสวนป่า จึงตัดถวายให้พระอยู่เพียงนิดเดียว

อีกชาติหนึ่งเป็นเสนาบดีที่ปรึกษาของพระราชาในการรบยึดเอาแว่นแคว้นที่ติดกันมาเป็นเมืองขึ้น แล้วยึดเอาทรัพย์สินมาเข้าท้องพระคลัง

Case 9. ผลการห้ามคนถวายที่ดินให้วัด

คำถาม สมัยที่แม่อยู่กับคุณตา ไม่มีบ้าน ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองเลย แต่พอแม่ย้ายออกจากบ้านคุณตามา คุณตากลับมีบ้าน มีที่ดินเป็นของตัวเอง เมื่อคุณแม่มาอยู่กับคุณพ่อ ก็ไม่มีบ้านไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองเลย ต้องเช่าเขาอยู่ ทั้งที่มีเงินแต่ก็ไม่คิดจะซื้อ แต่พอมาภายหลังคิดจะซื้อก็ไม่มีเงินแล้ว ปัจจุบันคุณแม่อายุ 60 ปี ก็ยังไม่มีบ้าน และที่ดินเป็นของตนเองเลยได้ไปอาศัยอยู่กับลูก ๆ

ฝันในฝัน เพราะทำทานเรื่องที่ดินและบ้านมาน้อย ที่สำคัญคือ ไปห้ามญาติที่กำลังจะยกที่ดินและบ้านถวายวัดจนเขาเปลี่ยนใจ ตอนที่มีเงินก็ไม่คิดซื้อ พอคิดซื้อก็ไม่มีเงิน เพราะวิบากกรรมดังกล่าว

Case 10. การซื้อที่ดินสร้างวัดหรือศูนย์ปฏิบัติธรรมเป็นบุญใหญ่

แล้วการรุกวัด หรือ นำที่วัดไปทำกิจอื่น ???

ตัวอย่าง เรื่องเกิดขึ้นที่จังหวัดนนทบุรี ปีพุทธศักราช 2524 เจ้าของเรื่องชื่อคุณดิเรก ได้เล่าไว้ตอนนี้อายุประมาณ 60 กว่าปี เล่าไว้เป็นธรรมทาน

คุณดิเรก เขาเป็นเด็กวัด อาศัยวัดอยู่ วันหนึ่งขณะที่เด็กวัดเล่นกันอยู่ มีเด็กแปลกหน้าคนหนึ่งตัวใหญ่ทะเลาะกับเด็กวัด คุณดิเรกก็ไปห้าม และก็ทราบว่าคุณพ่อของเด็กคนนี้เป็นเสี่ย จะมาขอซื้อที่ข้างวัด 3 ไร่ เพื่อไปทำธุรกิจ แต่เจ้าอาวาสบอกว่าขายไม่ได้เป็นที่ของสงฆ์หลวงพ่อไม่มีอำนาจขาย เรื่องก็เงียบไป 3 เดือน

อยู่ ๆ มีรถขนดินมาลงที่ดิน 3 ไร่นี้ เดิมที่แปลงนี้เป็นของคุณตาคุณยาย ชื่อยายหลาบ กับคุณตาธง ถวายที่ผืนนี้ให้กับวัดทำหนังสือไว้ เนื่องจากตัวเองมีลูกชายที่เกเร และก็บอกเจ้าอาวาสว่าถ้าต่อไปลูกชายลำบากไม่มีที่อยู่ก็ขอให้ลูกชายได้ใช้ที่ผืนนี้ในการซุกหัวนอน แต่ที่ดินยกให้วัด

เสี่ยจึงไปเข้าทางลูกชาย จะขอซื้อหลายแสน ลูกชายจึงตกลงขายซึ่งตนเองไม่มีสิทธิ์ และเสี่ยบอกว่าถ้าวัดฟ้องเดี๋ยวจะจัดทนายไปสู้คดี แต่พระท่านบอกว่าท่านคงไม่ไปขึ้นศาลถ้าเขาจะเอาเราก็ช่วยเขาไม่ได้เพราะเราก็ห้ามแล้ว

เสี่ยก็ทำธุรกิจสร้างเป็นอาคารโรงแรม 4 ชั้น ตอนที่ใกล้จะเสร็จลูกชายของเสี่ยมาตรวจงาน มากับเพื่อนขึ้นไปชั้น 4  ขณะที่ตรวจก็ไปเห็นคนงานเย็นแล้วก็นั่งกินเหล้ากัน ลูกชายของเสี่ยจะโชว์อำนาจ สั่งให้คนงานทำงาน คนงานบอกว่าเลิกงานแล้ว ถ้าจะให้ทำงานต้องจ่ายโอที ลูกชายของเสี่ยเสียหน้าไปหยิบขวดเหล้ามาเททิ้ง คนงานใจร้อนจึงต่อย วิ่งหนีไปสะดุดกระป๋องสีตกตึก 4 ชั้นคอหักตาย

ตำรวจมาสืบสวน คนงานก็บอกว่าเป็นอุบัติเหตุ ลูกชายเสี่ยวิ่งหนีแล้วตกตึกตายเอง โรงแรมก็ต้องสร้างต่อ งานศพก็ต้องจัดไป

วันหนึ่งเสี่ยก็มาตรวจงาน ขณะขึ้นไปบนชั้น 4 ก็เห็นหลวงพ่อท่านกำลังกวาดลานวัดอยู่นึกขุ่นใจขึ้นมาก็เดินไปหาหลวงพ่อ พูดว่าทำไมหลวงพ่อต้องส่งกรรมไปให้ลูกผม ผมไม่เชื่อเรื่องบาปกรรม ถ้าจะทำก็ส่งมาหาผม ผมไม่กลัวให้มันรู้ว่าใครแน่กว่ากัน หลวงพ่อไม่ได้พูดอะไร

จากนั้นเสี่ยก็ขับรถออกจากวัดอย่างเร็ว ไปชนลูกหมาลอยข้ามถนนตกมาตาย คุณดิเรกก็ไปเอามาไปฝังไว้หลังวัด

รุ่งเช้ามีข่าว บอกว่ามีเสี่ยคนหนึ่งของเมืองไทยรถคว่ำที่หลัก 4  ไฟคลอกตายคาที่เป็นเสี่ยคนที่มาสร้างโรงแรมข้างวัด

หลังจากนั้นไม่นานลูกชายของเจ้าของที่พาครอบครัวไปเที่ยวทะเล ไปกันหลายคน เล่นน้ำทะเลอยู่ มีคลื่นสูง 2 เมตรกวาดเอาทั้งครอบครัวหายไปกับทะเล หลายวันต่อมามีคนเจอศพขึ้นอึดอยู่ที่ชายหาด

โรงแรมแห่งนั้นก็สร้างจนเสร็จ แต่ครอบครัวของเสี่ยก็ไม่กล้าดูแลต่อจึงประกาศขาย มีเสี่ยอีกคนมาซื้อ แล้วยกที่ถวายคืนให้กับวัด แล้วขอเช่าวัดเป็นรายปี ปรากฏว่าเจริญรุ่งเรืองจนถึงปัจจุบัน

ถวายที่ให้วัดได้บุญใหญ่ แต่ไปทำกับที่ของสงฆ์ก็เป็นบาปมหันต์เหมือนกัน ถวายที่ดินให้วัดดีแล้ว  อย่าไปรุกที่วัด

 

 


วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561


โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2561

พระมหาทศพร  ปุญญงฺกุโร

แสดงธรรมเรื่อง ปลื้ม ๆ

ห้องSPD 4 สภาธรรมกายสากล

**********************

ความเพียรควรทำในวันนี้ ใครเล่าจะรู้ความตายแม้วันพรุ่งนี้ เพราะความผลัดเพี้ยนต่อมัจจุราช ผู้มีเสนาใหญ่ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย

ขอเจริญพรนักเรียนโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาผู้มีบุญทั่วโลกทุก ๆ ท่านนะ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่นักเรียนอนุบาลฯ ทุกๆ ท่านจ๊ะ ให้รวยทุกท่านด้วยนะ สาธุ ๆ

มัจจุราชนี่ มีเสนาใหญ่จริง ๆ ไม่มีใครเลยที่สามารถต้านทานความแก่ ความเจ็บ ความตายได้เลย แม้แต่ความเกิดก็ตาม บางคนบอกไม่อยากจะเกิด อยากจะบรรลุธรรมให้พ้นจากวัฏสงสาร อยากจะได้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้ว

แต่ถ้าจิตยังไม่ผ่องใสบริสุทธิ์ หลุดร่อนจากกิเลสอาสวะ เมื่อนั้นก็ไม่อาจจะต้านทานการเกิดได้ ก็ต้องถูกวิบากกรรมดึงดูดมาเกิดตามบุญ ตามบาปของแต่ละคนที่ทำไว้ ดูดมา สุดท้ายก็ต้องมาเกิด  แก่  เจ็บ  ตายไป  ชีวิตมนุษย์ที่เห็นนี้สั้นนักแค่ไม่ถึง 100 ปี

แต่ชีวิตหลังความตายยาวนาน ไปอยู่ในภพภูมิไหน แค่ไปอยู่ในภพภูมิที่เป็นโลกมนุษย์ด้วยกัน  สมมุติเป็นผีตีน โลงตีนศาล  บางทีก็อยู่เป็นหลายร้อยปี   พันปี  หมื่นปี เช่นชาดกที่เคยเล่า แค่ไปอยู่เมืองของเวมานิกเปรตแค่ไม่กี่วัน   ปรากฏว่าในเมืองมนุษย์ผ่านไปเป็นร้อยปีมนุษย์แล้ว จนรุ่นตัวเองตายไปหมดแล้ว  ลูกหลานก็โตกันหมดแล้ว เวลามันต่างกันมาก

เพราะฉะนั้น เวลาบนโลกมนุษย์มันนิดเดียว เราเกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งแสวงบุญ สร้างบารมี ถ้าพระนิพพานยังไม่แจ้งสร้างบุญสร้างบารมีไปตามแต่อินทรีย์ ตามแต่ความแก่กล้าของกำลังใจของแต่ละท่าน ถ้าใครอินทรีย์อ่อนหน่อยก็สร้างทานบารมีไป ถ้าอินทรีย์แก่ก็บำเพ็ญเนกขัม  ปัญญา  วิริยะ  ขันติ  ให้แก่กล้าขึ้นไป จนถึงสุดท้าย เมตตา อุเบกขาบารมี แล้วเราก็จะได้บรรลุธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในที่สุด

อบายนี่น่ากลัว   แล้วทำอย่างไรดี  เราจะทำให้อบายภูมินี้ไม่เป็นสถานที่ที่น่ากลัวสำหรับเรา เราก็ต้องปฏิบัติตามโอวาทปาติโมกข์ คือ ละชั่ว  ..ทำดี  ..ทำจิตใจให้ผ่องใสเบิกบาน

ละชั่วก็คือการรักษาศีล   ...ทำดีคือการทำทาน สงเคราะห์โลก ช่วยเหลือสังคม บูชาผู้มีคุณ บูชาบิดามารดาเป็นต้น ...ให้ทาน  รักษาศีล  ทำใจให้ผ่องใส ทำสมาธิภาวนา ทำจิตให้มุ่งตรงต่อพระนิพพาน  ถ้าทำได้อย่างนี้นรกก็ไม่ใช่สถานที่ ที่เราจะต้องไปอยู่   แต่เราก็อย่าประมาท   เรามีเป้าหมายพักกลางทางที่ดุสิตบุรี   วงบุญพิเศษเขตพระบรมโพธิสัตว์

พระบรมโพธิสัตว์ หมายถึงผู้ที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อ ๆไป หมายความว่า ถ้าเป็น ปัญญาธิกพุทธเจ้า สัทธาธิกพุทธเจ้า วิริยาธิกพุทธเจ้า ก็มี 20 อสงไขย 40 อสงไขย  และ  80 อสงไขย   ซึ่งแต่ละพระองค์เป็นพระโพธิสัตว์   ล้วนเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการสร้างบารมีทั้งสิ้น  ทุกพระองค์ตัดศีรษะบูชามากกว่าผลมะพร้าวในท้องพระมหาสมุทรทั้งสี่ ควักดวงตามากกว่าดวงดาวบนท้องนภากาศ   สละเลือดมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่

เราจะไปเกิดดุสิตบุรีซึ่งเป็นสถานที่ของพระโพธิสัตว์   เราสร้างบารมีได้อย่างนั้นหรือยัง   แต่เราก็มีวิธีทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอ  ตลอดต่อเนื่อง และที่สำคัญที่สุดคือ เรามีทางลัด ที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมี 20 อสงไขยเป็นต้น  เพื่อตรัสรู้ธรรม  บรรลุธรรม  ค้นพบวิธีการ อริยมรรคมีองค์ 8    อริยสัจจ์ 4  ทุกข์ สมุหทัย นิโรธ  มรรค

เหตุแห่งทุกข์ก็พอจะรู้บ้างในบางศาสนา  แต่ถ้าสำหรับพระพุทธองค์บอกเลย ความอยาก ตัณหา ทางแห่งการดับทุกข์  วิธีการดับทุกข์   นิโรธ   ทำใจหยุด   มรรคก็คือหนทางวิธีการดำเนินไปสู่ใจหยุดนั้น   เข้าไปสู่ทางสายกลาง คือที่บำเพ็ญบารมีมาทั้งหมดทั้งสิ้น 20 อสงไขยเพื่ออริยมรรคนี่เอง  อริยมรรคมีองค์ 8 อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7

แต่ตอนนี้เราลัดขั้นตอน 20 อสงไขย เรารู้หมดแล้วจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย พระผู้ปราบมาร

เรารู้แล้วว่าศูนย์กลางกายฐานที่ 7 นี้คือทางหลุด  ทางพ้น ทางมุ่งไปสู่มรรคผลนิพพานของเราซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากว่าจะแสวงหาเจอ 20 อสงไขย แต่เราเจอแล้ว เรามีทางลัดที่จะไปดุสิตบุรีได้ เพราะถ้าได้เข้าถึงพระธรรมกายเมื่อไหร่ จิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมกายก็สามารถกลับดุสิตบุรีได้

เพราะฉะนั้น สำคัญมากที่จะต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการสร้างบารมี และถ้ายังไม่สามารถเข้าถึงธรรมได้ อย่างน้อย ๆ บุญบารมีที่เราได้สั่งสมไว้ บารมี 10 ทัศทั้งหลาย ก็จะเป็นเครื่อง เป็นเชื้อเพลิงนำทางให้เราไปสู่ดุสิตบุรีได้  (- เปิด VDO Case Study เรื่องไม่ได้กลับดุสิตบุรี  )

ฟังแล้วรู้สึกว่าต้องสร้างบารมีให้มากกว่าเดิม  โลกมนุษย์นี้ไม่ใช่ที่พักผ่อน ไม่ใช่ที่เสวยผลบุญ  โลกมนุษย์เป็นเหมือนตลาดค้าบุญ  ค้าบาป ใครจะตักตวงบุญ ใครจะตักตวงบาปไป  ถ้าใครทำบุญตอนเป็นมนุษย์มากก็ได้บุญไปมาก  ถ้าใครทำบาปมากตอนเป็นมนุษย์ก็ได้บาปไปมาก  ทุก ๆ บุญ อย่าดูหมิ่นบุญแม้เพียงเล็กน้อยว่าจะไม่มาถึง แม้การตกลงแห่งหยาดน้ำ ยังสามารถทำให้ตุ่มเต็มได้ฉันใด บุคคลแม้สั่งสมบุญได้ทีละน้อย ก็ย่อมเต็มด้วยบุญได้ฉันนั้น

อย่าดูดถูกบุญว่าเล็กน้อยจะไม่ส่งผล ทำทีละนิดหน่อยรวม ๆ กันก็สามารถส่งผลได้เหมือนกัน ทำบุญแล้วต้องปลื้ม    ปลื้มแล้วหาบุญได้ต้องใช้บุญเป็น ต้องนึกถึงบุญบ่อย ๆ ความปลื้มต้องเพิ่มขึ้น ๆ ต้องมั่นใจว่าวันนี้บุญเราเพิ่มขึ้นมากกว่าเมื่อวาน

- แจ้งข่าวบุญวันที่ 21 กรกฎาคม 2561 พิธีถวายประทีปโคมไฟในเทศกาลเข้าพรรษา ผู้ให้ประทีปชื่อว่าให้จักษุ ให้ดวงตา.. มีตาทิพย์ หูทิพย์ รู้ญาณแม่นยำ มองไปทางไหนเห็นหมดไม่มีอะไรกำบังได้ มีแววตาอันสวยสดงดงาม มีดวงปัญญาสว่างไสว

- วันที่ 27 กรกฎาคม 2561 พิธีถวายผ้าอาบน้ำฝน  ผู้ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ ตรงกับวันอาสาฬหบูชา ในช่วงเย็นมีพิธีฉลองชัยชิตังเม  สวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร 600 ล้านจบ

- วันเข้าพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 พิธีถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน ณ หอฉันคุณยายอาจารย์ ฯ ผู้ให้อาหารชื่อว่าผู้ให้กำลัง  ช่วงเข้าพรรษานี้เราก็ถือโอกาส ได้ทำบุญในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นนิมิตที่ดีว่าในช่วงเข้าพรรษานี้ว่า พระภิกษุสงฆ์แต่ละรูปท่านจะได้มีกำลังใจในการประพฤติ ปฏิบัติธรรมตลอด 3 เดือน

ผู้ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข ผู้ให้ที่อยู่อาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง อีก 10 วันจะเข้าพรรษา  เราต้องตั้งใจประพฤติ ปฏิบัติธรรม   เป็นช่วงที่อากาศกำลังดี   ไม่ร้อนเกินไปไม่หนาวเกินไป (- เปิด VDO ทบทวนบุญ ปลื้มบุญ )

ใครนึกถึงบุญออกทุก ๆ บุญ มีบุญมาก ต้องนึกถึงบุญออกจึงจะปลื้มได้ ถ้านึกไม่ออกไม่หมั่นนึก จะถูกกระแสโลกดึงดูดไปเกาะเกี่ยวในเรื่องกามราคะ เรื่องกามคุณ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ซึ่งเป็นของคู่โลก เรื่องกิน กาม เกียรติยศศักดิ์ศรี เป็นของที่มีมาแต่โบราณ

ถ้าเราไม่นึกบ่อย ๆ ไม่ฝึกใจของเราให้อยู่ในบุญกุศลจะถูกดึงไปในเรื่องเหล่านี้ สุดท้ายถ้าไม่ระวังมาก ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ ที่เราเรียก อบายมุข บางข้อก็ผิดศีล  แต่บางข้อก็ไม่ผิดศีล อย่างเช่น เล่นการพนัน ดูการละเล่น  ดูหนัง  ฟังเพลงก็ไม่ผิดศีล  หรือเกียจคร้านการงาน ก็ไม่ผิดศีล   แต่สิ่งเหล่านี้พอทีละนิด ๆ พอนาน ๆ เข้าก็จะขยายเพราะไม่ระวัง อินทรีย์ไม่แกร่งกล้าพอ ศรัทธา ความเพียร สติ สมาธิ ปัญญา ไม่แก่กล้าพอ สุดท้ายก็จะถูกอบายมุขนี้ กินไปหมดโดยไม่รู้ตัว มารู้ตัวอีกทีก็สายเสียแล้ว

เหมือนคนเลิกบุหรี่มาได้ 2 ปี แล้วมาสูบแค่มวนเดียว แต่กลายเป็นมาสูบบุหรี่อีกจนเลิกไม่ได้ อบายมุขอันตรายมาก อย่าประมาท

- ทำบุญอย่างไร? ให้ปลื้ม

1. บุญเล็ก บุญน้อยอย่าปล่อยผ่าน ไม่ดูหมิ่นบุญแม้เพียงเล็กน้อย เช่น บุญขัดห้องน้ำ เก็บเพชรพลอย ให้นึกเป็นบุญให้หมด

2. สร้างความเข้าใจในบุญ ต้องใช้ปัญญาว่าการเก็บเพชรพลอย ได้บุญอย่างไร เราได้ช่วยดูแลเสนาสนะ ศาสนสถาน วัดเราคนเดินผ่านไป ผ่านมา อารมณ์ดี อารมณ์สบาย เราช่วยให้เขาเข้าถึงธรรมได้อย่างง่าย ๆ

3. อธิษฐานจิตด้วยใจเย็น ๆ เวลาทำแล้ว พระโพธิสัตว์ให้อาหารนก อธิษฐานจิตขอเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การอธิษฐานจิตโดยให้มีความรู้สึกว่าสิ่งที่อธิษฐานจิตไปนั้นจะสำเร็จในวันรุ่งขึ้น เหมือนว่าจะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน เหมือนสุเมธดาบส เมื่อได้รับพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความรู้สึกว่า มีความรู้สึกว่า 4 อสงไขย จะสำเร็จในวันรุ่งขึ้น เกิดปีติเบิกบาน มีความสุข ไม่มีความรู้สึกว่าไม่สำเร็จเลย ไม่มีความลังเลสงสัย ใจเป็นธาตุสำเร็จ จากนั้นความคิด คำพูด การกระทำจะตามมา ผังสำเร็จก็จะเกิดขึ้น ถ้าสำเร็จชาตินี้ก็สำเร็จทุกชาติ

ชาดกในพระไตรปิฎก พระสัมมาสัมพุทธก็โปรดได้ทุกครั้ง ถ้าทำสำเร็จก็สำเร็จได้ทุกชาติ โปรดได้ก็โปรดได้ทุกชาติ ถ้าโปรดไม่ได้ ก็จะโปรดไม่ได้ทุกชาติ เช่น พระเทวทัต นางจิญจมาณวิกา  นางมาคันทิยา จะเป็นผังติดตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ

4.หมั่นทำสมาธิให้จิตอ่อนโยนนุ่มนวลควรแก่การงาน

ทั้ง 4 ข้อนี้เป็นตัวอย่างที่พระอาจารย์ทำแล้วได้ผลนะ     เวลาเราทำทานแล้วรู้สึกปลื้ม มีความสุข ใจใส แต่พอมีใครมาแหย่ นินทา ทำให้โกรธ ไม่ถูกใจ มีโอกาสเผลอใจตก หงุดหงิด โกรธได้สูงมาก   แต่ถ้าจะไม่หงุดหงิด ไม่ขุ่นมัว ถ้าจะมีสติที่เต็มบริบูรณ์ ต้องทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา

เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎกที่ทำให้พระอาจารย์เกิดกำลังใจในการบวชต่อ พระปิณฑะปาติยะเถระ ในยุคที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว มีวัดในชนบท ในเมืองนั้นมีประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นที่ศรัทธาของประชาชนทั้งหลายทำให้ทำให้วัดนี้ มีคนมาถวายภัตตาหารเยอะมาก ในระดับที่พระภิกษุสามเณรท่านฉันไม่หมด ท่านจึงแจกจ่ายให้ญาติโยม พระภิกษุทั้งหลายมีทั้งพระอรหันต์ พระสกิทาคามี และพระภิกษุที่ยังมีกิเลสอยู่ก็มี การฝึกตัว อินทรีย์ก็แตกต่างกัน พระภิกษุก็เลือกฉัน แล้วอาหารที่ไม่ประณีตก็ทิ้ง

มีครอบครัวหนึ่งยากจนมาก อุบาสกมีศรัทธา ได้ฟังธรรมมาว่า ทานของผู้ยากไร้นั้นมีผลมาก แต่ว่าเราจะให้ทานทุกวันมันก็ยากเพราะยากจน จึงให้ทาน 2 อาทิตย์ให้ทาน 1 ครั้ง ได้เอาภัตตาหารที่ไม่ค่อยประณีตไปถวายพระ พระท่านไม่ฉัน

แต่ปรากฏว่ามีพระอยู่รูปหนึ่งนำภัตตาหารของครอบครัวนี้ไปเททิ้งต่อหน้าภรรยา เธอรู้สึกน้อยใจนิดหน่อย และขายหน้า ว่าทำไมภัตตาหารของตัวเองไม่ได้รับการฉัน สงสัยภัตตาหารจะหยาบสู้กับภัตตาหารของคนอื่นไม่ได้ แต่มองโลกในแง่ดีว่าสักวันจะถวายภัตตาหารที่ประณีตแด่พระภิกษุ และได้ปรึกษากับสามีว่าควรทำอย่างไร  จึงได้ตกลงกันว่า เอาลูกสาวไปขาย ถ้ามีเงินจะมาไถ่ ได้เงินมา 12 กหาปณะ  ได้เอาเงินไปซื้อโคมา 1 ตัว และตั้งใจว่าจะเอาน้ำนมโคทำอาหารหวานคาวอย่างดีไปถวายพระ

ด้วยบุญและความตั้งใจที่ทำได้ยากนี้เอง โคได้มีน้ำนมออกมา 3 เท่าจากปกติจะออกมาเพียงภาชนะเดียว และออกมาวันละ 2 เวลา เช้า – เย็น ได้นำน้ำนมไปทำเนยใส น้ำนมปรุงภัตตาหารไปถวายแด่พระภิกษุ ท่านจึงได้ขบฉัน และได้ถวายทุกวันเช้า – เย็น จนปลื้มปีติใจ สามีไปทำงานที่ต่างเมืองเพื่อหาเงินมาไถ่ลูกสาวเป็นเวลา 6 เดือนได้ค่าจ้างมา 12 กหาปณะ

ในขณะที่เดินทางกลับบ้านได้พบกับพระติสสะเป็นพระที่ยังมีกิเลสอยู่เอาภัตตาหารไปทิ้ง เลือกฉันไปอยู่เมืองนั้นพอดี ใช้เส้นทางเดียวกันเดินทางมาเจอกันกลางทาง คิดว่านานมากแล้วที่ตัวเองไม่เจอพระภิกษุ ไม่ได้ทำบุญ อุบาสกชื้อข้าวจากพ่อค้าที่เดินทางมาพอดี 1 ห่อ ด้วยเงิน 1 กหาปณะพ่อค้าไม่ยอมขายจึงขอซื้อด้วยเงินทั้งหมดที่มีคือ 12 กหาปณะแต่พ่อค้าก็ยังไม่ขาย อุบาสกจึงอ้อนวอนว่าจะนำข้าวนี้ไปถวายพระภิกษุพ่อจึงยอมขาย อุบาสกนำไปถวายพระภิกษุสมความตั้งใจ เมื่อพระภิกษุฉันภัตตาหารแล้ว จึงเดินทางมาพร้อมกันกับอุบาสกและได้สนทนากันในระหว่างทาง

เมื่อพระภิกษุได้ฟังเรื่องราวจากอุบาสกท่านรู้สึกสลดใจ เมื่อกลับไปถึงวัดพระติสสะเข้าไปในกุฏิปิดประตูลงกลอนตั้งใจปฏิบัติธรรม อธิษฐานว่าถ้าไม่บรรลุธรรมยอมตาย ท่านนั่งสมาธิจนมาถึงคืนที่ 7 จึงบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

เมื่อบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วเป็นธรรมเนียม ท่านตีกลองเรียกประชุมพระทั้งหมดในวัด และถามพระภิกษุทั้งหลายว่ามีท่านใดสงสัยในเรื่องของมรรคผลหรือเปล่า เจ้าอาวาสจึงถามว่าอะไรเป็นเหตุให้ท่านพูดเรื่องนี้

พระติสสะเถระจึงเล่าเรื่องให้ฟัง จากนั้นก็ตรวจดูสังขารของตัวเองว่าไม่สามารถเป็นอยู่ต่อไปได้แล้ว เพราะอดอาหาร อั้นอุจจาระ ปัสสาวะเป็นเวลานาน 7 วัน เหนื่อยล้าเต็มทน จึงได้อธิษฐานจิตว่าเวลาจะชำระร่างของเรา ไม่ว่าใครก็ตามจะไม่สามารถยกร่างของเราขึ้นสู่เชิงตะกอนได้ จะต้องเป็นอุบาสกที่ถวายข้าวห่อนั้นแก่เราเท่านั้น เพียงแค่แตะเท่านั้นร่างเราจะยกขึ้นสู่เชิงตะกอน  สั่งเสียเสร็จ แล้วท่านก็ปรินิพพาน ณ ที่ตรงนั้นนั่นเอง

พระราชาทราบข่าวว่ามีพระอรหันต์ปรินิพพานอยู่ที่วัดในเมืองของพระองค์ จึงสั่งให้สร้างเรือนยอดอย่างงดงามไว้เป็นที่ชำระร่างของพระอรหันต์รูปนั้น เมื่อบำเพ็ญศพครบ 7 วัน พระราชาจะเป็นประธานเอง ยกเรือนยอดไม่ขึ้น ยกร่างพระอรหันต์ไม่ขึ้น พระราชาทรงถามเจ้าอาวาสว่าก่อนจะปรินิพพานท่านได้สั่งเสียอะไรไว้บ้าง เมื่อทราบเรื่องราวจึงเรียกอุบาสกท่านนั้นมา ให้อุบาสกเป็นผู้ชำระร่าง ทันทีที่อุบาสกกราบเท้าพระเถระและเอามือแตะที่ร่างของพระเถระ ร่างพระเถระก็ขึ้นสู่เชิงตะกอน ไฟก็ติดขึ้นมาเองชำระร่างของพระเถระ ณ ที่ตรงนั้นเอง

พระราชาปลื้มปีติเป็นอย่างมาก พระราชทานทรัพย์ให้แก่อุบาสกเป็นจำนวนมาก เป็นมหาเศรษฐีในวันนั้นเอง ด้วยอานิสงส์ของการถวายข้าวเพียงห่อเดียวเท่านั้น

เรื่องราวนี้พระอาจารย์ได้ฟัง ก็เกิดกำลังใจเป็นอย่างมากที่จะประพฤติ ปฏิบัติธรรม เกิดกำลังใจในการบวชจนมาถึงทุกวันนี้เลย เพราะขนาดพระติสสะ ฉันแล้วทิ้ง แล้วนอน ยังสามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ เพียงแค่คิดได้

เพราะฉะนั้นช่วงนี้เข้าพรรษาพอดี ช่วงเทศกาลบุญ อย่าให้ขาดบุญเลยแม้แต่เพียงเล็กน้อยนะ และอย่าลืมดูแลพระภิกษุสามเณรวัดใกล้บ้าน และวัดที่เราคุ้นเคยด้วย ทำบุญทุกบุญก็ต้องปลื้มปีติเบิกบานในทุก ๆ บุญ

สัปปุริสทาน

1.ศรัทธา ถ้าทำบุญด้วยศรัทธาอานิสงส์ ทำให้มีทรัพย์มาก มีผิวพรรณวรรณะผ่องใส

2.เคารพ ถ้าทำทานด้วยความเคารพ เวลาบุญส่งผล ข้าทาสบริวาร บุตร ภรรยา จะอยู่ในโอวาท

3.กาลอันควร ให้ทานตามกาลอันสมควร เวลาบุญส่งผลจะเกิดอย่างถูกที่ ถูกเวลา จิตน้อม เป็นจิตที่ละเอียดอ่อน เวลาบุญส่งผลก็จะถูกต้องตามกาลสมควร เวลาต้องการทรัพย์ก็จะมีทรัพย์เกิดขึ้น

4.จิตอนุเคราะห์ ทำบุญด้วยจิตอนุเคราะห์ อยากช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เวลาบุญส่งผลก็จะยินดีในการใช้ของอันเลิศ ยินดีในการบริโภคกามคุณอันเลิศในที่ที่ทานส่งผล เช่น เรามีบ้านเป็นคฤหาสน์ เราก็ยินดีในคฤหาสน์

5.ไม่กระทบตนเองและผู้อื่น เวลาบุญส่งผลก็จะเป็นทรัพย์ที่เย็น ไม่ถูกภัยต่าง ๆ ทำร้าย ทำลาย หรือสูญเสียไปเพราะโจรภัย อัคคีภัย หรือภัยอื่น ๆ ไม่นำมาซึ่งหายนะ  (- เปิด VDO ทำบุญแล้วต้องปลื้ม โดยคุณครูไม่ใหญ่  )  อย่าลืมปลื้มในบุญให้ได้ตลอด ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตเรา



#ฝันในฝัน   #โรงเรียนอนุบาลฝันในฝัน   #โรงเรียนฝันในฝัน  #กฏแห่งกรรม #ธรรมะ #แสดงธรรม #นักเรียนอนุบาล 

 

 


โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2561   พระครูสังฆรักษ์อน...