วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561


โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

พระภาสุระ ทนฺตมโน

แสดงธรรมเรื่อง เส้นทางนักสร้างบารมี

ห้องSPD 4 สภาธรรมกายสากลฯ

**********************

ไม่ได้มาเยี่ยมโรงเรียนอนุบาลซะนานเลย ไปตะลอนอยู่ต่างประเทศ ทุก ๆ ครั้งหลวงพี่ชอบมาเล่าเรื่องของการไปต่างประเทศ   มาเล่าบรรยากาศว่าชาวต่างประเทศเขาสนใจสมาธิกันอย่างไร  วันนี้จะเปลี่ยนมาคุยเรื่องอื่นบ้าง   แต่ปกติเวลามาเล่าเรื่องชาวต่างประเทศ สาเหตุที่เล่าเพราะอยากจะให้พวกเรามีกำลังใจ  ว่าเราเจอของดี   คนเรานี่แปลกนะ   เห็นของดีอยู่ใกล้ตัวทุกวันแล้วรู้สึกเฉย ๆ   หลวงพี่เข้าวัดตั้งแต่เด็ก   เรียกว่าเข้าวัดตั้งแต่เกิดดีกว่า   จำความได้ก็วิ่งเล่นในวัดแล้ว   ตั้งแต่เด็กมา ทุกบุญ บุญใหญ่หมดเลย

คนเราจะมีลักษณะถ้าอยู่ใกล้แล้วจะลืม  ความประมาทเป็นตัวหลักเลย เพราะว่าแม้กระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท้ายสุดหลังจากเทศนาสั่งสอนสรรพสัตว์มา 45 พรรษา คำที่สั่งสอนคำสุดท้ายคืออย่าประมาท

เพราะฉะนั้นเวลาที่หลวงพี่เล่าเรื่องต่างประเทศว่า  เขาสนใจสมาธิกันอย่างไร คืออยากให้พวกเรารู้จักนึกถึงคุณค่าว่าเราโชคดี มีบุญขนาดไหนที่ได้มีโอกาสได้เจอคำสอนว่าไม่ประมาท ลองนึกดูเราเกิดมาเราก็เจอเลย มีพระบิณฑบาตแล้วหน้าบ้าน เป็นเรื่องปกติ ปู่ย่าตายายก็ใส่มา บุญทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่พอเจอคนอื่นเขาไม่ได้เจออย่างเรา

หลวงพี่เคยเล่าไปประเทศอินเดีย  เป็นหมู่บ้าน  เป็นประเทศที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้ธรรม  สั่งสอนครั้งแรก   ปักหลักพระพุทธศาสนา  บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตรครั้งแรกมาจากประเทศอินเดีย ปรินิพพานก็ที่ประเทศอินเดีย ไปที่หมู่บ้านชาวพุทธเข้าไปสอนสมาธิ เป็นหมู่บ้านต่างจังหวัดอินเดีย  ปกติต่างจังหวัดประเทศไทยยังไม่ได้ไปเลย ไปต่างจังหวัดอินเดียแทน  เป็นบ้านที่ทำจากมูลวัว  เหมือนในพระไตรปิฏก  เขารักษาทุกอย่างในพระไตรปิฎก 2600 ปี ได้ เป็นบ้านที่ทำจากมูลวัวทำกลม ๆ เป็นโดมแล้วมี 8 มุม ประตูเข้าเล็กมาก หลวงพี่ต้องก้มเข้าไป มีรูปพระพุทธเจ้าอยู่ข้างในบ้าน

เขาพูดมาประโยคหนึ่งว่า เป็นชาวพุทธมา 60 ปีแล้ว เพิ่งเคยเห็นพระภิกษุตัวเป็น ๆ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต ฟังแล้วสะเทือนใจเลยนะ

หลวงพ่อท่านเคยบอกว่าประเทศที่มีรอยเท้าของพระอรหันต์ย่ำไปหมดทั้งผืนดิน ผืนฟ้า และท้องน้ำ ดินแดนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลือกมาเกิด ตรัสรู้ แสดงธรรมครั้งแรก และปรินิพพาน เป็นชาวพุทธประเทศอินเดียไม่เคยเห็นพระมา 60 ปี

หลวงพี่เดินเข้าไปในหมู่บ้านตะโกนเรียก Buddha มาแล้ว ทำให้นึกย้อนว่าเราเกิดมาเจอพระมาตั้งแต่เด็ก  แต่เราให้ความสำคัญกับสิ่งนี้หรือไม่   เราโชคดีที่มาเจอครูบาอาจารย์ที่ให้เป้าหมายชีวิตมีการสร้างบารมีชัดเจน  ที่ท่องกันเป้าหมายชีวิตคือที่สุดแห่งธรรม  มีระหว่างทางให้ด้วย  ถ้ายังไม่ถึงไปที่นี่ก่อน  บอกวิธีการทำให้หมดเลย การบ้าน 10 ข้อ แจกแจงตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ให้รายละเอียดทุกอย่าง

เคยเถียงกับฝรั่ง หลวงพี่เคยดูแลพระฝรั่ง  เป็นชาวอเมริกัน บวชที่เมืองไทย ปีแรกพรรษาแรกของท่านเป็นพรรษาที่ท่านมีคำถามมาก ทุก ๆ 2 วัน ต้องมานั่งตอบคำถาม 3 ชั่วโมง ถามทุกเรื่อง  ..กล้าถาม ... หลวงพี่ก็กล้าตอบ   ตอบจนกระทั่งรู้สึกว่าเราเป็นคนไทยเราเรียนหนังสืออย่าถามครูให้ทำตาม  แล้วต่อไปจะดีเอง  จึงสวนกลับพระฝรั่งองค์นี้ไปว่า คุณจะเชื่ออะไรง่าย ๆ สักครั้งได้ไหม  ไม่ต้องถาม

 เขาบอกว่า “ชีวิตฉัน ไม่เหมือนชีวิตคุณนะ คุณเกิดมากับคำสอนพระพุทธเจ้าทุกอย่างเป็นสัจธรรมพิสูจน์ได้จริงหมด ฉัน เกิดมากับโลกที่เต็มไปด้วยสารพัดทฤษฏี เดี๋ยวโลกแบน เดี๋ยวโลกกลม ทุกวันนี้เป็นรูปไข่ก็มี โลกเป็นศูนย์กลางสุริยจักวาล   แต่เดี๋ยวนี้บอกเป็นดวงอาทิตย์  ทฤษฏีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  เพราะฉะนั้นจะเชื่ออะไรต้องถามเยอะหน่อย”

เราก็ไม่เคยคิด หลวงพ่อทัตตชีโวเคยให้นัยยะไว้ว่า ...ธรรมะคือธรรมชาติอันบริสุทธิ์ หลวงพี่จะบอกฝรั่งว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ได้เป็นผู้คิดค้น  แต่ท่านเป็นผู้ค้นพบ สิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ   เวลาต่างชาติมาถามเรื่องพระพุทธศาสนาเราต้องเลือกอธิบายให้ถูกว่า   อธิบายเรื่องนี้เป็นปรัชญา  เป็นศาสนา   เป็นวิถีชีวิต พระพุทธศาสนาเป็นได้ทั้ง 3 อย่าง

คนต่างชาติ ต่างศาสนาที่ให้ความสนใจพระพุทธศาสนาปัจจุบันนี้ สนใจในทางปรัชญา วิถีชีวิต การใช้ชีวิตบนพื้นฐานที่นำความสุขมาให้ และเขารู้สึกว่าพระพุทธศาสนาให้คำตอบที่ชัดเจนที่คือสาเหตุ เพราะฉะนั้นต้องอธิบายลักษณะนี้

เช่น การอธิบายเรื่องศีล พระพุทธเจ้าไม่ได้กำหนดศีล เพราะถ้าท่านเป็นผู้กำหนด เวลาเราทำผิดศีลคนที่ลงโทษไม่ใช่พระพุทธเจ้า  แต่กรรมเป็นตัวจัดการทั้งหมดเลย   เราทำอะไรกรรมก็เกิดขึ้นแก่เราทั้งนั้น   ซึ่งต่างจากศาสนาอื่นที่มีการพูดเหมือนกับเป็นการลงโทษจากเทพเจ้า   แต่ศาสนาพุทธไม่ใช่  

 ศีลก็ไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติ แต่เป็นสิ่งที่ท่านค้นพบ ว่าถ้าอยากจะประคองชีวิตให้มีความสุขเริ่มด้วยการแบ่งชีวิตดี ชั่วในชีวิตให้เป็น แล้วศีลคือมาตรฐานขั้นต้นที่แบ่งชีวิตดี ชั่ว ได้มาจากการเข้าใจตัวเองก่อน   คนเราพอเข้าใจตัวเองรู้เลยว่ามีความรักเรื่องอะไร เมื่อรักสิ่งใดคนอื่นก็รักสิ่งนั้นเช่นเดียวกัน

เราทุกคนรักชีวิต ทรัพย์สิน ครอบครัว ความสัตย์จริง มันก็เลยเป็นศีล 4 ข้อแรก การที่เราไม่ทำร้ายใคร ไม่ฆ่าใครคือการที่เรามอบความปลอดภัยในชีวิตให้แก่เขา การที่เราไม่ไปลักขโมยของใครคือการที่เรามอบความปลอดภัยในทรัพย์สินให้แก่เขา ข้อ 4 ก็คล้าย ๆ กัน พอข้อ 5 จะเป็นเรื่องของการที่เราจะประคองตัวรักษาสติจะได้ไม่ไปละเมิดสิทธิของใคร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรักสิทธิมนุษยชน ให้สิทธิคนเท่าเทียมกัน ศีลมีอยู่แล้วในธรรมชาติ หลักธรรมของท่านแต่ละข้อเป็นสิ่งที่ค้นพบในธรรมชาติ

ถ้าเรามีโอกาสมองทุกอย่างในชีวิตที่เกิดขึ้นกับเราแล้วตั้งคำถามเราจะเริ่มเกิดการคิดขึ้นมา คิดและหาคำตอบ เพราะอย่าลืมว่าบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในโลกประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่อะไรก็ตามมาจากการคิดตั้งคำถามเป็นหลัก

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็เช่นกัน เจอเทวทูตทั้ง 4 ตอนไปในอุทยานเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย ตั้งคำถามเราจะเป็นไหม แล้วคนอื่นรอบตัวจะเป็นไหม ที่ทุกข์มีวิธีแก้ไหม เพราะนิสัยการค้นไปถึงต้นตอของท่าน จึงทำให้ท่านออกบวชมาเป็นนักวิจัย หาคำตอบ วิธีการแก้ทุกข์ จากความแก่ ความเจ็บ ความตาย จึงได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ค้นคิด ไปค้นพบธรรมะมาสอนเราทุกวันนี้

แต่เรายุคหลังเป็นลูกหลานท่าน ไม่ถามเลย สอนให้ท่องก็ท่อง คนยุคหลังจึงรู้สึกธรรมะเป็นของล้าสมัย จริง ๆ แล้วสิ่งที่ล้าสมัยไม่ใช่ธรรมะ เราไม่รู้จักปรับใช้ให้ตรงกับบริบทในปัจจุบันเอง ถ้าเราเข้าใจแก่นของพระพุทธศาสนาแล้ว มันเป็นสิ่งที่มีในธรรมชาติ เช่นปลูกข้าวก็ต้องเป็นข้าว ปลูกถั่วก็ต้องเป็นถั่ว เป็นไปตามขบวนการของมันเองพอเราไม่ถาม ฝรั่งเขายังถามเลย

มีผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ล ลูกแอปเปิ้ลตกใส่หัว คิดว่าทำไมหล่นใส่หัว ทำไมไม่ลอยขึ้นฟ้า จึงค้นพบแรงโน้มถ่วง กลายเป็นเซอร์ไอแซกนิวตัน  แค่เราตั้งคำถามชีวิตก็เปลี่ยนแล้ว

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ถ้าเราปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤตไม่ 7 วัน 7  เดือน 7 ปี มีโอกาสบรรลุธรรม  แล้วเราต้องคิดว่าทำอย่างไรให้มันสว่าง  ที่เราทำมาทำผิดตรงจุดไหน แค่ตั้งคำถามได้คิด ได้พิจารณาตัวเองว่าเราทำอะไร คนเราต้องรู้จักการตั้งคำถามกับชีวิต แต่ไม่ใช่ถามตอนนั่งสมาธิ หลวงพ่อท่านสอนสมาธิประโยคเริ่มต้นท่านสอนเหมือนเดิม หลับตาเบา ๆ พอสบาย ๆ ผ่อนคลายร่างกายนึกอะไรที่เบา ๆสบายกันนะจ๊ะ เหมือนเดิม แต่เราก็ทำย้อนศรทุกที

หลวงปู่ หลวงพ่อ คุณยาย ของเราเป็นคนที่ตั้งคำถามประเภทนี้ เกิดมาทำไม หลวงปู่ได้คัมภีร์มาผูกหนึ่ง สาเหตุที่ท่านไปเรียนบาลีเพราะท่านได้คัมภีร์มาผูกหนี่งเป็นเรื่องปฎิจสมุปบาท ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เป็นขั้นเป็นตอน เริ่มต้นจากอวิชชา หรือความไม่รู้ อวิชชาเป็นปัจจัย  ท่านอ่านแล้วท่านก็ถามว่าแล้วอวิชชามาจากไหน  อะไรเป็นปัจจัยให้เกิดอวิชชา  หลวงปู่ท่านแปล  คำว่าอวิชชา ว่า ความไม่รู้จริง แสดงว่าเรารู้บางเรื่อง แต่ที่รู้ผิดหมดเลย เลยคิดว่าตัวเองรู้ แต่ที่รู้ไม่รู้ เพราะรู้ไม่จริง

เช่น รู้ว่าเป้าหมายชีวิตที่ไม่ใช่ของจริงก็ดำเนินชีวิตไม่ถูกทาง ไม่ไปถึงของจริง ไม่รู้ หรือรู้ไม่จริงว่ากฎครอบคลุมโลกมีทั้งกฎของกรรม กฎไตรลักษณ์ ก็เกิดความประมาทในการดำเนินชีวิต

หลวงปู่ใช้เวลา 12 พรรษา ค้นหาคำว่า อวิชชา อะไรเป็นปัจจัยให้เกิดอวิชชา จนกระทั่งท่านเข้าถึงพระธรรมกาย เริ่มต้นจากทำไม

คุณยายอาจารย์ก็เหมือนกัน คุณยายก็มีคำถามแบบนี้ หลวงพ่อท่านก็มีคำถามเหมือนกัน  ทุกคนที่เกิดมาก็มีคำถามแบบนี้ แต่ไม่ค่อยได้ถาม ไม่ค่อยได้คิดต่อ จะมีบางเวลาที่ชีวิตมันโล่ง ๆ มีทุกอย่างแต่รู้สึกเหมือนไม่มีอะไร  เหมือนขาดอะไรในชีวิตไป  คนในปัจจุบันนี้แปลก  สมัยก่อนเราดูคนสมัยก่อนเราอ่านประวัติคนใน  สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง   คนไม่มีจะกิน  ยากจน   ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมแรงงานเงินเดือนน้อยมาก  แต่ไม่เห็นมีคนอยากตาย  

ปัจจุบันเทคโนโลยี เครื่องอำนวยความสะดวก   อาหารมีมากมาย  บางประเทศร่ำรวยมาก   ชีวิตทางกายภาพครบทุกอย่าง  พออายุ 45 ขึ้นไปเป็นโรคซึมเศร้า เครียด อยากตาย บางประเทศมีกฎหมายอนุญาตให้ตาย ไปหาหมอให้ตรวจสภาพจิตว่ามีชีวิตอยู่เพียงพอแล้วพร้อมที่จะตาย ฉีดยาให้ตาย ประเทศในยุโรปตอนตะวันตกบางประเทศมีกฎหมายอนุญาตให้ตายได้

คำถามที่จะต้องถามตัวเองให้ชัดโลกปัจจุบันที่มีทุกอย่างสมบูรณ์ คนกลับมีปัญหาเรื่องโรคซึมเศร้า โรคเครียด

คนสมัยโบราณชีวิตทางกายภาพไม่สะดวกสบายทำไมเขายังอยากมีชีวิต เพราะเขาได้คำสอนในแต่ละศาสนาให้คำตอบที่อยู่ในใจเขา เพราะวันนี้เราลืมไปจึงรู้สึกว่ามีช่องว่าง

ช่วง 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมาประเทศไทยดัง หนังสือพิมพ์ลงข่าวเรื่องนักฟุตบอลทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง 13 ชีวิต เป็นเวลา 10 กว่าวัน และออกมาได้เป็นข่าวดังไปทั่วโลก  แม้กระทั่งกุนซือ MANCHESTER UNITED ทีมฟุตบอล พูดว่า HERO ไม่ได้อยู่ที่บอลโลก แต่ HERO อยู่ที่เมืองไทย

 แต่เราเป็นคนไทยมองว่า ดราม่ากันหรือเปล่า แต่ไม่ใช่นะ มันดังไปทั่วโลก และที่น่าสนใจคือทำไมคนทั่วโลกเขาให้ความสนใจกับเรื่องทีมหมูป่า  คนที่ไม่เคยติดถ้ำจะไม่รู้ คนสมัยนี้มีโรคแปลก ๆ เยอะ  อาการทางจิตแปลก ๆ เยอะ

ยกตัวอย่างอาการทางจิตวิทยาที่เรียกว่า  โรค Claustrophobia อาการกลัวที่แคบ เคยมีคนที่ประสบเหตุที่เข้าลิฟต์ขึ้นลง มีอาการอึดอัด เหมือนหายใจไม่ออก จะขาดใจตาย มีความรู้สึกว่าผนังรอบข้างมันบีบตัวเรารู้สึกอึดอัด

 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำอยู่ในบรรยากาศที่ไม่มีอาหาร อากาศเบาบาง  มืดสนิท  ไม่มีความหวังอะไรเลย  เป็นสภาวะที่ทำให้คนถึงขีดจำกัด

มีนายแพทย์ท่านหนึ่งอยู่สาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พูดว่า ขณะที่เด็กติดถ้ำ พวกเขาจะต้องประสบกับความตื่นตระหนก  หวาดกลัว  สับสน  อ่อนแอ ต้องการที่พึ่ง  จนกระทั่งท้อแท้หมดหวัง

สภาวะจิตจะแย่มาก แต่แปลกที่นักดำน้ำโผล่ขึ้นมาเจอ ทั้ง 13 หมูป่า เด็กพูดว่าบอกเขาไปซิว่าเราหิว  สภาพของเด็กดูไม่สับสน  ไม่ท้อแท้ สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ด้วย จึงเป็นข่าวดังขึ้นไปกว่าเดิม

มีการเขียนข่าวว่าโค้ช  สอนให้เด็กนั่งสมาธิ  เพื่อที่จะใช้พลังงานน้อยลง หนังสือพิมพ์ต่างประเทศลงข่าว  เช่นหนังสือพิมพ์ New York times , หนังสือพิมพ์ The Washington Post  พาดหัวข่าวว่า โค้ชให้เด็ก ๆ นั่งสมาธิ เพื่อให้เด็ก ๆ สงบจิต เราควรจะเรียนรู้จากเด็กเหล่านี้ จากคนเหล่านี้

กลายเป็นว่าในสภาวะที่ถูกขีดจำกัดสุด ๆ คนเราสามารถเปลี่ยนความคิดและสงบใจได้  ให้มองดูว่าคนทั้งโลกมีสภาวะที่ถูกกดดันตลอดเลยเพียงแต่เราไม่เห็น

หลวงพี่เคยไปสอนสมาธิในคุกในประเทศบราซิล เขาไม่รู้จักมนุษย์ที่ใส่ยูนิฟอร์มสีส้มกับโกนหัวเรียกว่าอะไร คืออะไร เขาถามว่า what are you? คุณคืออะไร เราก็ตอบว่าเป็นพระภิกษุ   แต่ไม่ได้มาสอนกังฟูคุณนะ  หน้าตาเขาผิดหวังมากเลย   เพราะเขาคิดว่าพระทั้งโลกเป็นพระเส้าหลิน  ก็เลยบอกว่าพระมีศีล  มีพระวินัยที่ต้องปฏิบัติ 227 ข้อ  เขาก็เข้าใจ มี ชุดส้ม 2 ชุด ฉันอาหารได้ 2 มื้อ โดยเลือกไม่ได้  แล้วแต่ใครจะเอาอะไรมาให้ และก็ไม่มีแฟนทั้งหญิง ชาย เขาก็ขำและบอกว่าชีวิตเราเหมือนเขาเลย (ชีวิตเหมือนนักโทษ)

จึงบอกเขาว่า จริง ๆ แล้ว สิ่งที่คุณพูดถูก เรามีชีวิตคล้าย ๆ กัน แต่เรามีอย่างหนึ่งที่ต่างจากเขาคือ เรามีอิสรภาพ แต่อิสรภาพนี้ไม่ใช่เพราะว่าอยู่นอกกำแพงนี้ แต่เพราะว่าใจของเราเป็นอิสระ คนเราไม่มีทางถูกขังใจได้ และถามเขาว่า...คุณคิดว่าคนที่อยู่นอกกำแพงคุกนี้มีอิสระหรือไม่  ไม่ต้องตื่นนอนมาตอนเช้า   ไม่ต้องไปทำงาน   เลิกเป็นพ่อ  เป็นแม่ไม่ได้ เขาอยู่ในอีกคุกหนึ่งที่เรียกว่า คุกทางสังคม  คุกทางเศรษฐกิจที่ตังเองสร้างขึ้นมา และก็ต้องอยู่อย่างนั้นเลือกไม่ได้เหมือนนักโทษ

มีคุกใหญ่กว่านั้นคือ คุกแห่งสังสารวัฏ จะว่าไปก็เหมือนติดถ้ำ อยู่ในสภาพที่ไม่เห็นทางออกว่าอยู่ตรงไหน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างบารมีมา 20 อสงไขย แสนมหากัป มันยาวนานจนนึกไม่ออกเลย คุกที่ขังเราก็ไม่ได้มีข้าวฟรีให้เรากิน เราต้องทำงานแลกมา เมื่อไปทำผิดกฎแห่งกรรมก็มีผลตามมาอีก แต่ละวินาทีอยู่เฉย ๆ ก็หิว เดี๋ยวก็อยากเข้าห้องน้ำ ความต้องการในชีวิตเยอะ ความหวังก็เหมือนกันมืดหาทางออกไม่เจอ  จะพ้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เหมือนกับติดอยู่ในถ้ำชีวิตของนักสร้างบารมี   มันอยู่ที่ว่าเราไม่ได้มองไม่ได้คิด  ไม่ได้ทำ เพราะคุกนี้ดูดีเหลือเกิน  เรายังมีโทรศัพท์ให้เล่นลืมไปว่าติดคุก  พอไม่ได้หยุดคิด  ไม่ได้หยุดถามก็จึงไม่เกิดความคิดที่อยากจะออก มันแปลก

ทั้งที่เราก็ท่องอยู่ทุกวัน เป้าหมายชีวิตคือที่สุดแห่งธรรม ออกจากคุก นี่คือที่มา แต่เมื่อเรามีโอกาสได้หยุดคิด

ในข่าวมี ท่านหนึ่ง ชื่อ ดร. เลอาห์ไวซ์ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พูดว่าสมาธิช่วยเด็กเหล่านี้ได้อย่างไร ท่านเป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับวิชาธุรกิจ   แต่ตัวเขาเป็นคนที่ฝึกสมาธิด้วย และก็ตั้งคอร์ดเกี่ยวกับสมาธิในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด   เพื่อให้คนเรียนทั้งธุรกิจ และเรียนสมาธิไปด้วย เพราะเขาเชื่อว่าสมาธิมีประโยชน์กับชีวิต   เวลาข่าวออกมาเขาก็ให้สัมภาษณ์ว่า สมาธิมีประโยชน์ช่วยเด็กอย่างไร

สรุปบทสัมภาษณ์ ดร.เลอาห์ไวซ์

จริง ๆ แล้วเวลาคนเรามีภัยมาถึงตัวความนึกคิดอย่างมีเหตุมีผลมันจะหายไปด้วยความกลัว แต่พอคนทำสมาธิเราจะได้ขบวนการความคิดแบบมีเหตุผลมีตรรกะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง และนั่นหมายถึงความสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เพิ่มขึ้น ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอากาศเพียงพอ อาหารก็ไม่เพียงพอ  เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเด็กชุดนี้   สมาธิเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด  ใช้การได้ดีที่สุดเหมาะสมกับสถานการณ์ที่มีจำกัดเช่นนี้

เดี๋ยวนี้สมาธิในโลกนี้เขามีวิจัยแล้ว ว่ามีผลกับชีวิตคนเช่นไร มีผลต่อสภาพจิตอย่างไร สมาธิทำให้หัวใจเต้นช้าลง การหายใจก็ลดลง การเผาผลาญพลังงานก็ลดลง นั่นหมายถึงทำให้ ฮอร์โมนความเครียด(cortisol)  ลดลง   มี cortisol เยอะ ๆ ชีวิตจะเครียด   จึงทำให้การใช้ oxygen  และการปล่อย carbon dioxide จากการหายใจมีประสิทธิภาพมากขึ้นใช้ oxygen น้อย นั่นหมายถึงร่างกายผ่อนคลายมากขึ้น

สิ่งที่เขาพูดตรงกับที่หลวงพี่พูดไว้ว่า คนในปัจจุบันการใช้ชีวิตเหมือนมีครบ แต่มีความเครียดลึก ๆ ก็เพราะว่าตัวพวกนี้มันเกินหมดเลย คนปัจจุบันปัญหาชีวิตคือ โรคหัวใจ โรคความดันสูง อ้วน เครียด

ความเครียด เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบทางกายภาพของมนุษย์เมื่อเจอภัย เช่น เวลาไฟไหม้ จะมีแรงยกตู้เย็นออกจากบ้านได้  พอไฟดับยกกลับไม่ได้  แรงไม่มี   ฮอร์โมน cortisol ตัวนี้คือสิ่งสำคัญ ระหว่างที่มีภัยเกิดขึ้นกับชีวิต ร่างกายเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบให้ร่างกายเรามีแรงเป็นพิเศษ  รู้สึกทำงานแล้วได้ผลผลิตมากเป็นอาการเครียดนิด ๆ

แต่ทุกวันนี้เราไม่ได้มีภัยเหมือนคนในสมัยที่อยู่ในป่าเขาที่จะต้องคอยหลบเสือ หมี เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องการ cortisol ขนาดนั้น  สิ่งนี้กระตุ้นมาจากงาน  ครอบครัว  ยอดขาย เจ้านาย  เป็นความเครียดทั้งหมดและกลับไปเจอทุกวัน จึงเกิดภาวะเครียดเรื้อรัง ใครที่จะลดความอ้วนห้ามเครียด เพราะ cortisol  พอมันหลั่งออกมาแล้วทำให้สมองใช้พลังงานเยอะทำให้อยากกินของหวาน เพราะสมองใช้น้ำตาลเป็นตัวหลัก พอเราใส่ไปเยอะ เผาผลาญกลายเป็นไขมันไปเกาะที่พุงของเรา คนเครียดจะตัวกลมเพราะกินสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพเป็นเรื่องปกติเพราะร่างกายต้องการาอาหารประเภทไขมันสูง ๆ หวาน ๆ มากๆ

เมื่อย้อนกลับไปเด็กนั่งสมาธิสงบใจ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการยอมรับความเป็นจริง ที่เขาทึ่งเพราะสถานการณ์ขีดจำกัดบีบคั้นขนาดนั้น มนุษย์ส่วนใหญ่ ตัวอย่าง เราไปทำงานที่ออฟฟิศ มีอะไรขัดหูขัดตาขึ้นมาก็โทษกันไปมาเพื่อหาคนผิด และเกิดอาการเห็นแก่ตัว เอาตัวรอด เวลาคนมีขีดจำกัดมักจะมีอาการเช่นนี้

แต่เด็กชุดนี้มีอะไรเท่าไหร่ก็แบ่งกัน ใช้ไฟฉายทีละกระบอก ใช้ให้ได้นานที่สุด ซึ่งมันผิดปกติของมนุษย์ในเวลาที่อยู่ในช่วงขีดจำกัด  ตรงนี้จึงน่าสนใจ  ถ้าเราได้ฟังประวัติของเด็กชุดนี้เราจะได้ยินว่า  โค้ชเอก ไม่ได้เพิ่งสอนสมาธิให้เด็ก  แต่เคยไปสอนเป็นปกติอยู่แล้ว เด็กจึงคุ้นกับการทำสมาธิ  สิ่งนี้ทำให้เขามีสติ  สติคือการตั้งมั่น  ไม่กังวล พอจิตตั้งมั่นก็วิเคราะห์สถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น ว่าตอนนี้ความเป็นจริงเป็นอย่างนี้ และก็ทำอย่างไรที่จะเอาตัวรอดจากสถานการณ์นั้นให้ได้ ความสามารถในการแก้ปัญหาเกิดขึ้นทันที

ที่กล่าวมาทั้งหมดเพราะว่าตัวเราเอง ก็ถือว่าปฏิบัติธรรมกันมานาน เราชอบพูดถึงการทำบุญสร้างกุศล จิตผ่องใส บรรลุธรรม แต่เราไม่ค่อยได้มองประโยชน์ทางกายภาพที่เกิดจากสมาธิแล้วเอามาใช้ เพราะที่จริงแล้วการทำสมาธิทำให้เราดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุข ปรับเปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิต และการต่อสู้กับปัญหาชีวิต

ทฤษฏี เวลาชีวิตมีปัญหาจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบ 4 แบบ

1.FIGHT คือ ฟัดเลย เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบแบบคนขี้โมโหเหมือนไปกองหนึ่งที่เผาไปเรื่อย ๆ และไม่รู้ตัวเอง

-Instantly โต้ตอบทันที่ทันใด

- Irritation รำคราญ

- Defensive ปฏิกิริยาป้องกันตัว ฉันไม่ผิด ๆ แต่เธอผิด

2.FLIGHT คือหนีปัญหา ประเภทต้องส่งงานพรุ่งนี้ปิดโทรศัพท์ไม่รับสาย คิดว่าถ้าฉันไม่ได้ยินปัญหาคงไม่มี   เดี๋ยวมันคงหายไปเอง   หนีหายไปเลย พวกนี้จะมีอาการ

- Anxiety ตระหนก

- Depressed หดหู่ หลบซ่อน พวกโลกสวย ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข

3. FREEZE คือเฉย แปลว่าแช่แข็ง พวกยอมแพ้ยกธง เป็นอารมณ์ที่ไม่คิดจะแก้ปัญหาอะไรเลย และไม่รู้ว่าตัวเองจะแก้ปัญหาอย่างไร

- Give up ยอมแพ้

- Numbing เป็นอาการของคนชา ๆ คนที่เจออะไรในชีวิตเยอะ ๆ แล้วยืนเฉย ๆ นิ่ง ๆ ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบอะไรเลย เพราะเขาไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร

4. FACE  เผชิญหน้า คนพวกนี้น่าสนใจ เป็นคนลักษณะจะเป็นคนที่นิ่งส่วนว่าเขาจะแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน  เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที   บางทีอาจจะยังไม่ทำอะไร รอก่อนก็ได้ ลงมือทำอะไรก็ได้ แต่เขาได้ไตร่ตรองทั้งหมดแล้ว 13 หมูป่าก็มีลักษณะอย่างนี้ เพราะเขาใช้สมาธิ

-  Calm คือนิ่ง

- Rational มีเหตุมีผล

- Planned มีการวางแผน

- Proactive การทำไปข้างหน้า ทำให้เป็นการกระทำ

เมื่อ Face คือเกิดการแก้ปัญหา เหมือนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตั้งคำถามท่านก็ Face กลับมาเลย  ความทุกข์หน้าตาเป็นอย่างนี้แล้วจะต้องทำอย่างไร พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน ไม่ได้ตายเหอะ ท่านสู้

ถ้าเราสามารถทำใจให้เป็นคนที่ Face ทุกสถานการณ์ได้เราจะพร้อมรับทุกอย่างในชีวิต เพราะชีวิตของคนเรามันมีทุกข์เป็นเรื่องปกติ

วันนี้ก็ไปสอนมา ที่บอกทุกข์เป็นปกติก็สวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรกันทุกวัน ที่สวดกันทุกวัน ประเด็นหลักก็คือ อริยสัจ 4 ชีวิตมีทุกข์เป็นปกติ  ห้องน้ำในภาษาไทยก็แปลว่าความสุข เข้าไปปล่อยความทุกข์ แต่ที่น่าสงสัย น่าแปลกใจเราก็เข้าห้องทุกวัน ไปปล่อยความทุกข์ทุกวัน แต่เราไม่คิดว่าการเข้าห้องน้ำเป็นความทุกข์ เพราะเป็นความทุกข์ที่เราจัดการได้ หิวก็ทุกข์ เรารู้วิธีการจัดการ 

ฉะนั้นอะไรที่เราไม่รู้วิธีแก้ เราจะรู้สึกว่ามันทุกข์มาก ถ้าเราคิดกันทุกเรื่องในชีวิตได้เหมือนกับวิธีการเข้าห้องเพื่อปล่อยความทุกข์ ทุกอย่างมีวิธีแก้ไข ให้เราหยุดนิ่ง อย่างที่หลวงพ่อ ท่านสอน ทำใจสบายตรงฐานที่ 7  มันจะเปลี่ยนจากการ FIGHT การ FLIGHT การ FREEZE มาเป็นการ FACE  (เผชิญหน้า) ทันที แล้วจะค่อย ๆ แก้ไปทีละเรื่อง

นี่คือสาเหตุว่าทำไม ครูบาอาจารย์เราจึงบอกให้นั่งสมาธิ พยามยามให้เอาใจกลับมาไว้ที่ศูนย์กลางกายแหล่งที่ตั้งดั้งเดิมของใจ แล้วความคิดดี ๆ จะเกิด ความคิดดี ๆ ที่จะแก้ปัญหา ทำสิ่งดี ๆไปข้างหน้าไปถึงเป้าหมาย ความคิดดี ๆ ที่ทำให้เราได้ตั้งคำถามในชีวิตว่า เราเกิดมาทำไม ไม่เช่นนั้นใจของเราจะลอยไปเรื่อย ๆ ไปเรื่องนั้น เรื่องนี้

เพราะฉะนั้นพอกลับมาย้อนดูเด็กทั้ง 13 ชีวิต มันก็เหมือนกับชีวิตของนักสร้างบารมีนั่นเอง เหมือนกับเราติดอยู่ในถ้ำ เครื่องมือที่จะออกจากถ้ำนี้ ขั้นแรกเลยต้องมีสติ คือความระลึกรู้ รู้ว่าตอนเราอยู่ที่นี่ อยู่กับปัจจุบัน ยอมรับ และหลังจากนั้นก็ค่อย ๆ หาวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งทั้งหมดนี้มีอยู่ในมรรคมีองค์ 8

เริ่มจาก สัมมาทิฏฐิ(เห็นชอบ), สัมมาสังกัปปะ(คิดชอบ), สัมมาวาจา(พูดชอบ), สัมมากัมมันตะ(กระทำชอบ), สัมมาอาชีวะ(เลี้ยงชีพชอบ), สัมมาวายามะ(เพียรชอบ), สัมมาสติ(ระลึกชอบ), สัมมาสมาธิ(ตั้งมั่นชอบ)

ชีวิตของเด็ก 13 ชีวิต เริ่มต้นพอเขามีความระลึก มีสติสถานการณ์เกิดอะไรขึ้น เริ่มจิตตั้งมั่นอยู่กับที่ วิเคราะห์ยอมรับความเป็นจริงของโลก ปรับที่ความเห็น ยอมรับความเป็นจริงก็คือการมีสัมมาทิฏฐิ คือการมองโลกตามความเป็นจริงว่า ตอนนี้ฉันติดอยู่ในถ้ำ ไม่มีอากาศ ไม่มีอาหาร ไม่มีไฟ ออกอย่างไรก็ไม่รู้ จึงเกิดความคิดว่าแล้วทำให้ชีวิตอยู่รอดได้อย่างไร จึงมาเป็นการพูด การกระทำ ปรับวิถีชีวิต ใช้อากาศให้น้อยที่สุด ขยับตัวให้น้อยที่สุด ใช้พลังงานให้น้อยที่สุด ค่อย ๆ กินน้ำหยดประทังชีวิตต่อไป พอทำแล้วได้ผลดี เกิดสติมากขึ้น สมาธิตั้งมั่น และนั่งสมาธิเข้าใจดีขึ้น ยิ่งขึ้นไปอีก ตัวนี้คือ มรรคมีองค์ 8 ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นสุดยอดคำสอนในพระพุทธศาสนา

แล้วชีวิตนักสร้างบารมีทั้งหมดต้องให้เราเอามรรคมีองค์ 8 กลับมาดูในชีวิตประจำวันเราได้ทำหรือไม่ แค่เรามีสติตั้งมั่นว่า ตอนนี้ฉันติดอยู่ในถ้ำ (คุก) ที่เรียกว่าวัฏฏสงสาร ว่ามันมีทางออก เราจะเริ่มเปลี่ยนวิธีการคิด จะทำให้ออกต้องทำอย่างไร ความคิดชอบนี้ มันเปลี่ยนจากทฤษฎีมาเป็นความตั้งใจชอบ มันเป็นการกระทำว่าฉันว่าจะทำอย่างนี้ ต่อแต่นี้ไปฉันจะนั่งสมาธิวันละ 1 ชั่วโมง ก่อนนอน 1 ชั่วโมง หลังตื่นนอน ทุก 1 ชั่วโมงจะหยุด 1 นาที พอทำบ่อย ๆ ใจมันตั้งมั่นทันทีเหมือนน้ำใส ๆ ที่หลวงพ่อทัตตชีโวท่านบอก ใสแล้วเข้าใจโลกยิ่งขึ้น

เข้าใจว่าทุกอย่างในโลกเป็นอนิจจัง คือไม่มีอะไรคงอยู่ถาวร ทุกอย่างในโลกเป็นทุกขัง แปลว่าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีอะไรในโลกอยู่เหมือนเดิม สุดท้ายคืออนัตตา ที่เรียกว่าไม่มีตัวตนจริงก็คือสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เราทำหน้าที่ของเราเท่านั้นที่เหลือจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

แต่คนเราแปลกชอบทำชีวิตย้อนศรธรรมชาติโลก เคยถามต่างชาติว่า เคยสงสัยไหมคนทำไมเอาสุขภาพไปแลกเงิน พอแก่เอาเงินไปแลกสุขภาพ ทำไมไม่ทำทั้ง 2 อย่างไปพร้อม ๆ กัน เพราะว่าคนทั่วไปชอบคิดย้อนธรรมชาติ พยายามควบคุมอนาคตด้วยการสร้างบ้านหลังใหญ่ ซื้อรถคันใหญ่ เก็บเงินเยอะ ๆ คิดว่าถ้ามีแบบนี้แล้วชีวิตจะลงตัวมีความสุข

แต่ความสุขไม่ได้เกิดจากสิ่งของเหล่านี้ เพราะความสุขไม่ได้เกิดจากสิ่งที่คุณเป็น สิ่งที่คุณมี แต่เกิดจากสิ่งที่คุณคิด สิ่งในโลกนี้มีหน้าตาคล้ายกัน เช่น เกลือ กับ น้ำตาล ความสุข และ ความทุกข์ในชีวิตมันขึ้นกับมุมมองของชีวิต พอจิตตั้งมั่นความเห็นดี ๆ เกิดทันที ความคิดดี ๆ ที่จะหาความสุขในชีวิตเกิดขึ้นทันที

ในฐานะเรานักนั่งสมาธิให้เราเอาเรื่องนี้กับมามองย้อนดูว่า แล้วเราได้เอาเรื่องของสมาธิมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตของเราหรือไม่ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าครูบาอาจารย์สอนมาอย่างดีแต่นักเรียนไม่เอาไปใช้จริงเลย ท่องกันอย่างเดียวเลย

และนี่คือสาเหตุว่าทำไม หลวงพ่อจึงให้การบ้านเรา 10 ข้อ ให้นั่งสมาธิทุกวัน นั่งบ่อย ๆ เอาใจกลับไปไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อยู่เป็นนิจเพื่อให้เกิดการตั้งมั่นชอบ แล้วความคิดดี ๆ การมองเห็นโลกตามความเป็นจริงจึงจะเกิด และเมื่อความเห็นความคิดดี ๆ มันเกิดจะทำให้ชีวิตของเราเริ่มไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้ ชาติหน้า หรือที่สุดแห่งธรรม

ส่วน 13 หมูป่าเขามีมรรคมีองค์แปดที่แบ่งออกเป็น 3 ข้อย่อย ๆด้วย คือ วินัย เคารพ อดทน แค่เขาไม่มีวินัยในการใช้ไฟฉาย ไม่มีวินัยในการอยู่ด้วยกันแค่นี้ก็อยู่ไม่ได้แล้ว ถ้าไม่มีไฟฉายเขาก็ส่องไปหาน้ำไม่ได้แล้ว

มันมีกฎในโลกเขาเรียกว่า 333 (ขาดอากาศ 3 นาทีตาย , ขาดน้ำ 3 วันตาย, ขาดอาหาร 3 อาทิตย์ตาย) กินน้ำยังไงก็มีชีวิตรอดอีก 3 อาทิตย์ มันไม่สบายแต่ก็ไม่ตาย เขาก็ต้องมีวินัยในการใช้ไฟฉาย มีวินัยในการกินน้ำ วินัยในการยืนให้ใช้พลังงานให้น้อยที่สุด วินัยคือข้อตกลง คือหลักปฏิบัติทางกาย วาจา ที่ตกลงกันในหมู่คณะ

ความอดทน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ขันติ เปรียบเสมือนแผ่นดิน แผ่นดินไม่เคยบ่น แต่อะไรที่ฝังลงในแผ่นดินเปลี่ยนเป็นของดีหมด เช่น ฝังขยะ กลายเป็นปุ๋ย ฝังถ่านกลายเป็นเพชร นั่นหมายถึงการมองหาสิ่งดี ๆ ในช่วงชีวิตที่มีปัญหาคือความอดทน ยอมรับ มองหาวิธีแก้ มองหาสิ่งดี ๆ ในชีวิต เกิดเป็นความอดทน แต่ถ้ายังยอมรับสถานการณ์ไม่ได้ จิตยังไม่ตั้งมั่น ความเห็นชอบยังไม่เกิด มันก็จะไม่เกิดสิ่งเหล่านี้

ความเคารพ คือการเปิดใจมองหาข้อดีของผู้อื่น ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใด ๆ ก็ตาม ที่หลวงพ่อทัตตชีโวท่านให้ไว้ ลองนึกดู ถ้าเด็ก 12 คนไม่มีความเคารพในตัวโค้ช เด็กผู้ชาย 12 คนควบคุมไม่ได้ง่าย ๆ แต่โค้ชสามารถควบคุมเด็กทั้ง 12 คนให้เชื่อฟังได้ เขาถูกกำหนดมาให้มองข้อดีของตัวโค้ช และก็ฟัง เขาอยู่ด้วยกัน จนฝรั่งเขาดำน้ำโผล่ขึ้นมาเด็กกลับไม่ตื่นกลัว ซึ่งทำให้คนทั้งโลกงง

เคยมีคนงานเหมืองที่ประเทศชิลี ติดอยู่ในเหมือง 60 – 70 วัน เขาให้สัมภาษณ์บอกว่าเป็นเรื่องปกติเรื่องหวาดกลัว แต่เด็กพอเจอคนมาช่วยกลับดูเหมือนคนอารมณ์ดีปกติ เป็นต้นแบบให้เราดูได้อย่างหนึ่งว่า  ถ้าเราเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ เราในฐานะนักปฏิบัติธรรม จะนิ่งได้เหมือนเขาหรือไม่ เพราะถ้าเรานิ่งได้  แสดงว่าเราเป็นผู้ที่ปฏิบัติมากพอ  แต่ถ้ายังนิ่งไม่ได้ยังตระหนกตกใจโวยวาย ก็แสดงว่าเรายังรักษาสติไม่เป็น

วิธีแก้คือ กลับไปย้อนดูการบ้าน 10 ข้อ ที่ท่องทุกวัน แล้วก็ทำจริง ๆ ให้เป็นวันสว่างของเราเสียที เป็นเรื่องของนักสร้างบารมีที่มีชีวิตเหมือนติดอยู่ในถ้ำ มันมีทางออกเสมอที่ปลายทาง แต่ต้องอยู่นิ่ง ๆให้พอ แล้ววิเคราะห์พิจารณาแล้วหาทางออก

 #ฝันในฝัน   #โรงเรียนอนุบาลฝันในฝัน   #โรงเรียนฝันในฝัน  #กฏแห่งกรรม #ธรรมะ #แสดงธรรม #นักเรียนอนุบาล 

 

 


วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561



โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2561

พระครูปลัดจิรวัฒน์ จิรวฑฺฒโน

แสดงธรรมเรื่อง สูตรสำเร็จสู่ความสุข

ห้องSPD 4 สภาธรรมกายสากลฯ

******************

 

ในช่วงนี้มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ในประเทศไทยข่าวที่ดังที่สุดก็คือ ทีมฟุตบอลหมูป่าติดถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน เป็นข่าวที่สะเทือนใจ และได้กำลังใจขึ้นมาพร้อม ๆ กัน

เพราะทุกครั้งที่เกิดภาวะวิกฤติใด ๆ ขึ้นในโลกเราจะสังเกตเห็นว่าจะมีฮีโร่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้นก็มีเพื่อนบ้านเราประสบภัยน้ำท่วม ที่ประเทศญี่ปุ่น ทางองค์กรวัดพระธรรมกายก็ได้ร่วมเป็นกำลังใจร่วมปัจจัย

ภารกิจช่วยทีมหมูป่าสำเร็จได้เพราะทุกคนเป็นอาสาสมัคร ทำให้เราเห็นว่ากระแสความเมตตาค้ำจุนโลกมีอยู่จริง ในทุกพื้นที่   แม้แต่ชาวต่างชาติที่ไม่ได้เข้าใจใจเรื่องพระพุทธศาสนาเขายังมีใจที่มาช่วยเรา ช่วยให้เด็กทั้ง 13 ชีวิตปลอดภัย เพราะพวกเขาคืออนาคตของชาติเป็นนักฟุตบอล   เราเองเป็นคนไทยเป็นคนพุทธมีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะสร้างความดี

(ทบทวนบุญ งานมุทิตา ณ วัดภาวนาเกาลูน ประเทศฮ่องกง ได้พาพระมหาเปรียญธรรม 9 ประโยคของวัดพระธรรมกาย 6 รูปที่สอบผ่านปีนี้ไป ไปจัดพิธีมุทิตาที่วัดภาวนาเกาลูน ประเทศฮ่องกง)

ศรัทธาสาธุชนในพื้นที่ทั้งในประเทศฮ่องกง และไปจากประเทศก็มีไปร่วมงานนี้กัน เป็นกำลังใจ พระอาจารย์ใหญ่โรงเรียนปริยัติธรรมท่านบอกว่า เป็นปีแรกที่พาประโยค 9 ไปมุทิตาต่างประเทศ ได้กำลังใจ ได้ความประทับใจ และได้แง่คิดหลาย ๆ อย่าง ที่วัดภาวนาเกาลูนก็ไม่กว้าง ญาติโยมที่นั่นทำหน้าที่ทุกอย่างเลย  เป็นตั้งแต่เจ้าภาพ   ผู้ประสานงาน  รับบุญทุกอย่าง  ตั้งแต่กวาด – ถู  จัดดอกไม้  ล้างห้องน้ำ  เตรียมภัตตาหาร แม้กระทั่งกล่าวคำถวายเสร็จไปยืนเป็นช่างภาพต่ออีก  มีความสามัคคี  มีความคิดเหมือนกัน  สัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ความเป็นพี่เป็นน้องของนักสร้างบารมีร่วมกัน

อีก 15 วันจะเข้าพรรษา เราจะต้องทำดินแดนพิเศษให้เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกายของเรา + เปิด MV เพลง ดินแดนพิเศษ

สูตรสำเร็จสู่ความสุข   ในหลักของพระพุทธศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเคยบอกไว้ในเรื่องของวิธีที่ทำให้เรามีความสุข หลักธรรมที่พระองค์สอนมีเยอะมาก แล้วแต่ที่ใครจะเลือกบทธรรมไหนมาฝึกในชีวิตประจำวัน บางคนอยู่ในกลุ่มของคนพาล ก็ต้องเอาอุเบกขานำหน้า

บันไดสู่ความสุข (ในยุค ทวนกระแส)  จักร ๔ แปลว่า ธรรมที่นำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ที่ช่วยขับเคลื่อนชีวิตให้ทำความดี สวนกระแสกิเลสได้อย่างเต็มที่ และเป็นอุปการะให้ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลก และทางธรรมอย่างยั่งยืน

จักร ๔ ถ้าเราพูดกันตรง ๆ ก็เหมือนกับกงล้อแห่งธรรมทั้ง 4 ประการ ที่จะขับเคลื่อนให้กับตัวเราได้ไปสู่ความสำเร็จ และความสุขของชีวิตโดยมีองค์ประกอบ ดังนี้

1.ปฏิรูปเทสวาสะ   2.สัปปุริสูปัสสยะ   3.อัตตสัมมาปณิธิ  4.ปุพเพกตปุญญตา

ปฏิรูปเทสวาสะ การพัฒนาท้องถิ่นให้เหมาะแก่การสร้างความดี    

- อาวาสเป็นที่สบาย อาวาสหมายถึงที่อยู่อาศัย คนที่จะมีความสุขหรือเจอหนทางของความสำเร็จหรือความสุขได้ อันดับหนึ่งคือต้องทำความสะอาดบ้านให้เป็น ต้องรักษาความสะอาดอาวาสก่อนคือที่พักอาศัยให้ดี

- อาหารเป็นที่สบาย เราจะพัฒนาท้องถิ่นหรือพัฒนาท้องที่ให้ดียิ่งขึ้นอาหารของเราต้องอยู่ที่ ถ้าเราไม่เคยประกอบการทำทาน การทำทานเรามุ่งเน้นชัดเจนอยู่แล้วว่าทำให้เราโภคทรัพย์สมบัติไม่อดอยากในเรื่องการกิน การหยิบจับใช้สอยจะไม่บกพร่อง ถ้าบ้านเราสะอาดแต่เราไม่ทำทาน ในบ้านเราไม่มีอะไรกิน ฉะนั้นเราจะต้องทำทานด้วย

- บุคคลเป็นที่สบาย ก็คือตัวเราไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดเราต้องทำตัวเราให้เป็นที่สบาย เราอยู่บ้าน บ้านคืออาวาส เมื่ออยู่วัด วัดก็คือบ้านของเรา เราก็ต้องรักในการทำความดี รักในการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา

- ธรรมะเป็นที่สบาย  คนเราทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ เราทุกคนมีความคิด มีแนวทางมีธรรมะที่ต่างกัน บางคนมีความคิดว่า ถ้าเราเองสามารถเข้าใจธรรมะจริง ๆ เราจะสามารถเข้าใจชีวิตว่า จริง ๆ ชีวิตเราไม่ได้ต้องการอะไรเยอะ เราต้องการเพียงความพอดี ความพอเพียง

เพราะฉะนั้นบันไดขั้นแรกสู่ความสำเร็จคือ ปฏิรูปเทสวาสะ คือการพัฒนาท้องถิ่นที่เราอยู่ให้ดี ให้น่าอยู่ ให้เป็นที่อาศัยที่อยู่แล้วสบายใจ คนจะสามารถทำถิ่นที่อยู่ให้น่าอยู่ได้จะมีองค์ประกอบอีกหนึ่งอย่างคือ ศีล

สัปปุริสูปัสสยะ งานสร้างเครือข่ายคนดีให้เกิดขึ้นรอบตัว  ด้วยการเข้าไปผูกมิตรทำความรู้จักคนดี คอยให้การสนับสนุนคนดี ส่งเสริมให้คนดีถ่ายทอดความรู้ คอยปกป้องภัยอันตราย และยกย่องให้เกียรติ เป็นต้น

เราต้องรู้ว่าคนเราจะประสบความสำเร็จ จะเดินไปสู่ความสุขได้ถ้าตัวเราเองยังคบคนพาลอยู่ชีวิตก็เหมือนเดิม การคบคนเป็นเรื่องสำคัญ การสร้างเครือข่ายคนดีเป็นสิ่งสำคัญ หมู่คณะของเราเป็นลูกหลวงพ่อ ท่านได้ปลูกฝังเราว่าต้องสร้างเครือข่ายคนดีให้เกิดขึ้นโดยเริ่มจากตัวเราเป็นอย่างแรก เมื่อตัวเราดีแล้ว เราจึงไปชวนให้คนอื่นทำความดีตาม

การจะสร้างเครือข่ายคนดีได้ต้องรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน เราต้องมองให้ออกว่าพื้นที่ตรงนั้นที่เราอยู่ เราจะสามารถสร้างเครือข่ายคนดีอย่างไรให้เกิดขึ้น

ถ้าเรามีความสุขอยู่คนเดียวแล้วรอบบ้านชุมชนที่เราอยู่ดื่มเหล้า เล่นการพนัน เราจะอยู่ด้วยความระแวง สำคัญคือเราต้องแก้ที่ตัวเราก่อน เริ่มจากบ้านของเรา คิดว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนรอบบ้านของเรามีแสงสว่างเกิดขึ้นเพื่อจะทำให้ตัวเรา

เราอยู่ในวัดพระธรรมกายมีกิจกรรมหนึ่งเรียกว่ากิจการชุมชนรอบวัดพระธรรมกาย เราจะภูมิใจ และดีใจว่าเด็ก ๆ ในชุมชนใกล้ ๆ วัด มีพัฒนาการที่อยากจะเรียนรู้ในเรื่องของคุณธรรมความดี ในยุคปัจจุบันนี้ การสั่งสอน หรือการเผยแผ่ธรรมะทำได้ง่ายและไวมากขึ้น ที่เราเห็นวันเข้าพรรษาทั่วไปแม้ในกรุงเทพ ฯ เยอะมาก ประมาณ 200 กว่าศูนย์ ในช่วงเข้าพรรษาที่เปิดเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม สวดมนต์เข้าพรรษา นี่คือการสร้างเครือข่ายคนดีที่เกิดขึ้น

เราเริ่มจากเปิดบทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรในบ้าน และชักชวนรอบ ๆ ชุมชนมาสวดด้วยกัน ถ้าเราทำได้ความสุขก็เกิดกับเรา และเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้เรามีความสุขและความสำเร็จในชีวิต แต่จะทำอย่างนี้ได้ก็ไม่ง่าย ต้องใช้กำลังใจค่อนข้างสูงในการที่เราจะทำหน้าที่ เพราะการที่เราจะทำให้ใครสักคนเป็นคนดีเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราชวนแล้วเขาทำความดีเราก็ปลื้มใจ

อัตตสัมมาปณิธิ คือการตั้งใจใฝ่ฝันในทางที่ชอบ การตั้งเป้าหมายอนาคตชีวิตที่ดี ตั้งใจมั่นคงที่จะทำสิ่งที่ดีเป็นสุจริต ปฏิบัติดำเนินไปตามที่ตั้งใจ โดยเว้นวิถีทางที่ทุจริต รวมไปถึงความฉลาดรู้ในการวางตัว และประมาณตัวในที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

เป็นหลักธรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าเมื่อเราเองอยู่ในจุดที่ดีแล้ว บางคนก็รู้ดีอยู่แล้ว  เราอยู่ในวัดก็เอาเรื่องที่เป็นเรื่องไม่ดีมาคุยกันในวัด  ซึ่งไม่ถูกต้อง  เมื่อเราอยู่ที่ใดเราต้องทำในที่นั้นให้เกิดสุจริต  ซึ่งความสุจริตนี้ต้องเกิดขึ้นจากตัวเราเองเป็นอย่างแรก

พระพุทธศาสนาเป็นองค์กรใหญ่ แม้กระทั่งวัดพระธรรมกายเองก็เป็นองค์กรใหญ่ วัดพระธรรมกายก็มีหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในวัด อย่างเช่น มีเรื่องของคนคนหนึ่งเขาเองก็เป็นคนที่ตั้งใจที่จะมาสั่งสมบุญที่วัด  แต่เขามาด้วยการถูกชวน  และเขาก็มาเองอยากจะมาทำบุญที่วัด     วันอาทิตย์  ขับรถออกมาจากบ้านด้วยความตั้งใจ  เมื่อมาถึงหน้าวัดมีคนโทรมาคุยเรื่องงาน แต่มาถึงวัดแล้วจึงมาทำบุญและนั่งสมาธิก่อน 

หลังจากเลิกปฏิบัติธรรมแล้วจึงไปคุยเรื่องงาน แต่เป็นงานที่ผิดศีล เขานั่งสมาธิใจใส ๆ พอมาได้ฟังทำใจขุ่นมัวทันที เพราะฉะนั้นจึงบอกว่าความสุจริตเกิดขึ้นที่ใจของเรา ถ้าเรารู้ว่าสิ่งนั้นไม่ดีผิดศีลก็ไม่ควรทำ เราต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะไร หลวงพ่อเคยบอกว่า เรายังไม่รู้ว่า...เราไม่รู้ เพราะความจริงของชีวิตยังมีอะไรอีกมากที่เราไม่รู้    บันไดขั้นที่ 3 คือต้องประกอบให้ตัวเองมีความสุจริต

มีองค์ประกอบ 3 อย่างคือ  

- กายสุจริต คือการไม่เบียดเบียนใคร ไม่ลักทรัพย์ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เอาร่างกายของเราไปทำในสิ่งที่ไม่ดี

 - วจีสุจริต  คือไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียดใคร ในปัจจุบันสังคมไทยส่วนใหญ่คนทะเลาะกันเกิดจากคำพูด และความไม่เข้าใจ ความไม่เข้าใจเป็นบ่อเกิดของความทุกข์หลาย ๆ อย่าง ถ้าเราสงสัยอะไรให้เราเข้าไปถาม อย่างน้อยเราจะได้คำตอบถูกใจหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อเราไม่เข้าใจคือการพูดส่อเสียด

- มโนสุจริต คือไม่คิดอยากได้ของใคร และไม่คิดพยาบาทใคร คนส่วนที่มีความทุกข์ ไม่ใช่เพราะเจอเรื่องไม่ดี แต่เพราะเก็บเรื่องไม่ดีไว้ในใจเยอะ

องค์ประกอบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง เราต้องหาทรัพย์ด้วยความสุจริต และเมื่อเราหาทรัพย์เป็นต้องรักษาทรัพย์ให้ได้

คุณยายเคยสอนไว้ว่า หาบุญได้ใช้บุญเป็น บางคนหาบุญได้ รักษาศีล นั่งสมาธิดี แต่เวลามีภัยใช้บุญไม่เป็น คนเราจะดูว่าคนไหนมีปัญญา หรือมีบุญมากหรือน้อย วัดจากตอนที่มีภัย ถ้าคนไหนสอนตัวเองได้ตอนมีภัยแสดงว่ามีบุญมาก เราจะสังเกตได้ว่าคนส่วนใหญ่ที่มีปัญหาแล้วฟูมฟาย  คนประเภทนี้มักจะมีนิสัยอารมณ์ร้อน

ถ้าคนเราฝึกสมาธิมาดี พอถึงเวลามีปัญหาเขาจะนิ่ง พระบรมครูของเราทุกครั้งที่ท่านผจญพญามาร ท่านนั่งหลับตานิ่ง ๆ และนึกถึงบุญบารมีที่ท่านสั่งสมมาว่า สั่งสมบุญบารมีอะไรมาแล้วให้บุญบารมีนั้นมาช่วย

ปุพเพกตปุญญตา คือการมีบุญวาสนามาก่อน บุญ คือสิ่งซึ่งเกิดขึ้นในจิตใจ แล้วทำให้จิตใจใสสะอาดปราศจากความเศร้าหมองขุ่นมัว เกิดขึ้นจากการที่ใจสงบ ทำให้เลือกคิดเฉพาะสิ่งที่ดี ที่ถูกที่ควร ที่เป็นประโยชน์ บุญเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมส่งผลปรุงแต่งใจของเราให้มีคุณภาพดีขึ้น คือ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว บริสุทธิ์ผุดผ่องสว่างไสว  เป็นหลักธรรมอีกหนึ่งข้อที่คนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันขาดตรงนี้ ทำทุกอย่างหมดแล้ว แต่ขาดบันไดขั้นสุดท้ายนี้

เราจะเห็นว่า Case ของทีมหมูป่าติดถ้ำเขาพูดว่า ที่เขารอดชีวิตอยู่ได้เพราะเขาใช้สติ และสมาธิ โค้ชเอกเป็นผู้ที่ใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาบอกเด็ก ๆ ทุกคนให้ทำสมาธิ  ถ้าเรายิ่งขยับร่างกายมากเข้า  ความหิวกระหายในร่างกายจะมากขึ้น  แต่ถ้าเรานอน หรือนั่งสมาธิจะสามารถรักษาสมดุลในร่างกายได้

หลายคนที่จะทำ ปุพเพกตปุญญตา ได้ต้องเป็นคนที่ประกอบเหตุเก่ามาดี โค้ชเอกเคยบวชมา 8 พรรษา เป็นสามเณรตั้ง 8 ปี พอมีปัญหาเขาใช้หลักธรรมตรงนี้สอนน้อง ๆ ต้องสมาธิ ต้องใช้บุญในการรักษาใจ

เพราะฉะนั้น ปุพเพกตปุญญตา คือการประกอบเหตุที่ดีให้เกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน ถ้าเราอยากจะสู่ความสุขจริง ๆ ถ้าเราไม่ประกอบเหตุเก่ามาดี  เราก็คงไม่มีความสุข แต่ที่มานั่งอยู่ที่นี่พวกเราประกอบเหตุเก่ามาดีกันทั้งนั้น ทำให้เราได้มาเจอกัน ได้เจอหมู่คณะ ได้มาเจอหลวงปู่ หลวงพ่อ คุณยาย ฯ เพราะเราประกอบเหตุเก่ามาดี

เพราะฉะนั้นหมู่คณะของวัดพระธรรมกายเรา มีต้นทุนที่มากกว่าหลายคน เพราะเรามีต้นทุนเก่ามาเยอะ  สำคัญก็คือเราต้องรักษาบุญเก่าของเราให้ดี  ด้วยการประกอบบุญใหม่ เช่น ทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา  ทำอย่างนี้อยู่บ่อย ๆ ให้ใจชุ่มชื่นอยู่ในบุญ  ถ้าเราสามารถทำอย่างนี้ได้  บันไดของความสุขและความสำเร็จก็จะเกิดกับเรา

ทั้ง 4 ข้อนี้ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ๆ มันทำยาก ถ้าเราสามารถทำจักร ๔ นี้ได้ให้เกิดขึ้นได้ บันไดสู่ความสุขและความสำเร็จ จะเกิดแก่เรา แต่สำคัญคือ ไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดขอให้เรารู้ไว้ว่า ตัวเราเองย่อมรู้ว่าเรากำลังทำสิ่งใด  (- เปิด MV ส่งต่อความดี ) 

ถ้าเริ่มจากตัวเราส่งความดีให้กับคนอื่นไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งความดีนั้นจะวนกลับมาหาเรา เพราะฉะนั้นบันไดสู่ความสุขก็เริ่มจากการสร้างเครือข่าย สร้างตัวเราให้มันดี แล้วส่งต่อให้ผู้อื่น   จักร ๔ เป็นบันไดสู่ความสุข และความสำเร็จ เพราะเกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี และเราก็ต้องสร้างบารมีแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เราทำความดีกันตราบวันสิ้นชีวี   (- เปิด MV เพลงตราบวันสิ้นชีวี)

 

#ฝันในฝัน   #โรงเรียนอนุบาลฝันในฝัน   #โรงเรียนฝันในฝัน  #กฏแห่งกรรม #ธรรมะ #แสดงธรรม #นักเรียนอนุบาล

 


วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561


โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา
วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
พระปลัดนพดล สิริวํโส
แสดงธรรมเรื่อง โอกาสดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์
ห้อง SPD 4 สภาธรรมกาย
**************************

ขอนอบน้อมแด่พระผู้พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อ กราบคาราวะพระมหาเถระ เจริญพรนักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาทั่วโลกทุกท่าน เรามาพบกันในโรงเรียนฝันในฝันวิทยาวันนี้เราจะได้ฟังธรรม จะได้ดื่มรสพระธรรม จะได้ปีติในธรรม จะได้ยินดีในธรรม อาจจะได้บรรลุธรรม

วันนี้เป็นวันพระข้างแรม เราควรทำบุญในวันพระให้มาก เพราะวันพระเป็นวันสำคัญ และเราก็จะคิดอย่างพระ พูดอย่างพระ ทำอย่างพระ เข้าถึงองค์พระ แล้วจะได้เป็นพระ

พระมาจากคำว่า วร- แปลว่าประเสริฐ คือตั้งใจปฏิบัติธรรมตามหนทางสายกลางอันประเสริฐ เรียกว่าอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ 8 วันนี้เราก็จะได้ฟังธรรมในวันพระ ก่อนฟังธรรมเราไปฟังเพลงกันก่อน (เพลง...อยากฟังธรรมะ)

อานิสงส์การฟังธรรมจะทำให้ได้ยินได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ได้ยินได้ฟังแล้วเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น ขจัดข้อสงสัยเสียได้ ทำให้มีความเห็นถูก จิตผ่องใส จิตที่ผ่องใสนั้น เป็นเรื่องที่ชาวพุทธหรือนักสร้างบารมีโดยเฉพาะวงบุญพิเศษจะเขตไหนก็ตามจะต้องชำระจิตให้ผ่องใสเสมอ จิตของเรานั้นจะต้องผ่องใส

พระพุทธเจ้าให้ภิกษุไปโปรดมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพราะผู้มีบุญมีอยู่อาจจะเสียประโยชน์จากการไม่ได้ฟังธรรม หากมนุษย์ทั้งหลายได้ฟังธรรมแล้วก็จะได้รับประโยชน์ เพราะมนุษย์มีความไม่รู้อยู่ ความไม่รู้นี้เรียกว่าอวิชชา ซึ่งอวิชชามีหนาแน่นมาก เป็นความมืด เหมือนเด็ก 13 คนติดอยู่ในถ้ำไม่รู้ว่าวันนี้วันอะไร เพราะฉะนั้นความไม่รู้นี้น่ากลัวที่สุด เราจะต้องฟังธรรมเพื่อจะได้รู้

เมื่อพระพุทธเจ้าโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 แล้ว ไปโปรดยสกุลบุตร โปรดปัญจวัคคีย์ กระทั่งทุกท่านเป็นพระอริยเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเป็นผู้พ้นแล้วจากกาม ทั้งที่เป็นมนุษย์ ทั้งที่เป็นทิพย์ เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข เพื่อความเอ็นดูต่อโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เธอจงไปคนเดียวหลาย ๆ ทาง แต่อย่าไปทางเดียวหลาย ๆ คน สัตว์ผู้มีธุลีในดวงตายังมีอยู่ สัตว์เหล่านี้จะเสื่อมจากคุณความดีที่ควรจะได้ควรจะถึงเพราะโทษจากการไม่ได้ฟังธรรม สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรมย่อมมีเป็นแน่  จงไปกันเถิด แม้เราเองก็จะไปแสดงธรรมเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการแสดงธรรม ไม่มีการฟังธรรม คนทั้งหลายจะไม่รู้หนทางมรรคผลนิพพาน จะไม่รู้บุญกุศล ไม่รู้บาปอกุศล ก็จะทำผิดพลาด พลั้งเผลอทำบาปแล้วไปสู่อบาย ซึ่งเป็นดั่งคุกที่คุมขัง   เพราะฉะนั้นภิกษุทั้งหลายจะต้องศึกษาธรรมวินัย แล้วประพฤติปฏิบัติ จากนั้นแสดงธรรมโปรดมวลมนุษย์ทั้งหลายผู้น่าสงสารให้ได้บุญ ให้ได้เข้าใจ ให้ได้เลื่อมใส

พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า ตระกูลใดเห็นสมณะผู้มีศีลแล้วมีจิตศรัทธาเลื่อมใส นั่นเป็นข้อปฏิบัติเพื่อไปสู่สุคติ การเห็นพระแล้วเลื่อมใสนำไปสู่สุคติ   เห็นพระแล้วมีจิตเลื่อมใส ลุกรับกราบไหว้  ให้ทาง นี้เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดในตระกูลสูง คนที่เย่อหยิ่งจองหอง แข็งกระด้าง พวกนี้ก็จะเกิดในตระกูลต่ำ

เมื่อเห็นพระแล้ว มีจิตเลื่อมใสแล้ว ลุกรับ กราบไหว้แล้ว เข้าไปถามปัญหา ถามธรรมะ เมื่อถามแล้วจากความไม่รู้ก็กลายเป็นความรู้ การปฏิบัติอย่างนี้เรียกว่าข้อปฏิบัติของผู้มีปัญญามาก และเมื่อมีจิตเลื่อมใสแล้ว ก็นำทรัพย์ออกบริจาค เป็นผู้มีมือที่ชุ่มด้วยการให้ นั่นเป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้มีโภคทรัพย์ เพราะฉะนั้น เมื่อเจอพระผู้มีศีลแล้ว เราก็ต้องนิมนต์นั่ง แล้วก็ถามเรื่องกุศล-อกุศล เรื่องบุญ-บาป หนทางมรรคผลนิพพาน ซึ่งเป็นหน้าที่ของพระที่จะต้องศึกษาค้นคว้า เมื่อพระศึกษาแล้ว นำมาปฏิบัติ แล้วก็เทศน์สอน
การให้ที่แสดงธรรมก็ดี ให้ที่ฟังธรรมก็ดี ให้ที่ปฏิบัติธรรมก็ดี ทั้งหมดชื่อว่าให้ธรรมทาน อย่างเช่น เราเปิดเปิดบ้านกัลยาณมิตร แล้วให้คนมาสวดมนต์ สวดธรรมจักร ให้คนมาปฏิบัติ
ธรรม ให้คนมาฟังธรรม อย่างนี้เรียกว่าให้ธรรมทาน เป็นการทำบ้านให้กลายเป็นวัดได้ นี่เป็นหน้าที่ของโยมผู้เป็นชาวพุทธที่จะต้องแสวงหาและขวนขวาย

หรือเรามาวัดสวดมนต์ มาปฏิบัติธรรม จัดรถนำสาธุชนมาวัดในวันอาทิตย์ หรือวันงานบุญต่างๆ มาถวายภัตตาหาร เป็นต้น แต่ถ้าเราอยู่ที่บ้าน เราก็ควรเปิดบ้านของเราให้เป็นบ้านกัลยาณมิตร ชวนคนมาฟังธรรม มาประพฤติปฏิบัติธรรม แล้วอย่าลืมรับส่งให้พระท่านเดินทางได้สะดวก เราก็จะได้บุญจากการให้ยานพาหนะอีกด้วย  เพราะฉะนั้นเมื่อมีการฟังธรรมก็มีการบรรลุธรรม มีการเข้าถึงธรรมเกิดขึ้น มีแสงสว่างก็เกิดขึ้น เพราะเดิมใจเราใส แล้วถูกความโลภ ความโกรธ ความหลงเข้ามา เลยทำให้ใจหมองและมืด เหมือนดวงจันทร์ที่สว่างในคืนวันเพ็ญ เมื่อเมฆสีดำลอยมาปิด ดวงจันทร์ก็มืดไป

ใจของเราเดิมมันใส แต่เมื่อกิเลส โลภ โกรธ หลงหรือนิวรณ์ 5 เข้ามา ใจเราก็เลยหมองและมืด เพราะฉะนั้นจะต้องชำระใจให้ใสด้วยบุญ บุญจะชำระใจให้ใส ให้สว่าง แล้วก็พ้นจากความมืด ทำลายความไม่รู้ คือเห็นทำลายอวิชชาความไม่รู้นั้นไปได้ เพราะฉะนั้นเรามีหน้าที่ทำลายความหมอง ทำลายความมืด เริ่มต้นโดยการฟังธรรม

หัวข้อที่จะเทศน์วันนี้ คือเรื่องโอกาสดีแล้วที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ใครเคยได้ยินดุสิตบุรีบ้าง ดุสิตบุรี 4,000 ปีทิพย์
400 ปีในโลกมนุษย์ เท่ากับ 1 วัน 1 คืน ในสวรรค์ชั้นดุสิต หรือ 24 ชั่วโมง
200 ปีในโลกมนุษย์ เท่ากับ 12 ชั่วโมง ในสวรรค์ชั้นดุสิต
100 ปีในโลกมนุษย์ เท่ากับ 6 ชั่วโมง ในสวรรค์ชั้นดุสิต
50 ปีในโลกมนุษย์ เท่ากับ 3 ชั่วโมง ในสวรรค์ชั้นดุสิต
ใครเคยฝันว่าไปเจอทองบ้าง สมมุติว่าเราฝันไปเจอทอง ดีใจใหญ่เลย กำเอาทองนั้นวิ่งกลับบ้าน ตื่นมายังหอบอยู่ พอแบมือออกปรากฏว่าไม่มีทอง มันเป็นแค่ความฝัน ไม่สามารถเอาทองจากความฝันมาสู่จริงได้
ทีนี้เราเป็นชาวสวรรค์ชั้นดุสิตบุรีและเรากำลังหลับอยู่ที่ดุสิตบุรี แล้วฝันว่ามาเกิดอยู่ในโลกมนุษย์ ได้มาเจอคุณยาย มาเจอวัดพระธรรมกาย ได้เจอหลวงพ่อ ได้ทำบุญหล่อทองหลวงปู่ ได้สร้างองค์พระ สร้างเจดีย์ สร้างวิหาร สร้างอาคารโน้นอาคารนี้ สร้างอาคารร้อยปีคุณยาย อาคารพระผู้ปราบมาร อาคารหนึ่งไม่มีสอง อาคาร 60 ปี อาคารบุญรักษา เป็นต้น การได้ทำบุญต่าง ๆ เป็นดั่งเราเจอทองในฝัน

ในตามความจริงจากที่ผู้รู้ได้บอกไว้ว่า ทุกครั้งที่เราได้ทำบุญไปวิมานก็สว่างขึ้น ทิพยสมบัติก็เกิดขึ้น พระอาจารย์นพดลก็กำลังบอกนะ  นี่นะเรากำลังฝันอยู่นะ  กำลังบอกกันในฝันนะว่า นี่ท่านทั้งหลายรีบกอบโกยทองติดตัวไปจากในฝันนี้ เพราะอายุขัยในโลกมนุษย์เพียง 100 ปี บางท่านก็ไม่ถึง  แต่อายุขัยที่ดุสิตบุรี 4,000 ปีทิพย์ แล้วที่ใดควรเป็นความฝัน ที่ใดควรเป็นความจริง โลกมนุษย์นี้ควรเป็นความฝัน ดุสิตบุรีควรเป็นความจริง เพราะฉะนั้นตอนนี้เรากำลังอยู่ในฝันอยู่ เพราะทุกคนต้องตายจากโลกนี้แน่  แต่จะไปลืมตาตื่นที่ดุสิตบุรี

สมมุติว่าตอนนี้เราได้ทำบุญไว้อย่างเต็มที่เลย ทำบุญทุกบุญ บุญต่าง ๆ มากมาย พอเราหมดอายุขัย เราก็ลืมตาในสวรรค์ชั้นดุสิต เราเอาทองจากความฝันกลับมาสู่ความจริงได้ แต่ถ้าเราไม่ได้ทำบุญไว้ ไม่ยอมกอบโกยทอง และจะได้กลับดุสิตบุรีหรือเปล่า แม้ได้กลับดุสิตบุรี ตื่นมาก็ไม่มีอะไรเลย เพราะไม่ยอมทำ

หัวข้อเทศน์ในวันนี้คือเรื่อง โชคดีแล้วที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ จากทานสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปเหนือกว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และมนุษย์ชมพูทวีป 3 อย่างคือ 1. ไม่มีความทุกข์เลย 2. ไม่มีความหวงแหน 3. มีอายุที่แน่นอน 1,000 ปี เมื่อเขาต้องการอะไรก็จะไปที่ต้นกัลปพฤกษ์ แล้วนึก ๆ เอา

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เหนือกว่ามนุษย์อุตรกุรุทวีป และชมพูทวีป 3 อย่างคือ
1. อายุทิพย์ 1,000 ปีทิพย์ ชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อายุยืนยาว
1 วัน 1 คืนของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เท่ากับ 100 ปีในโลกมนุษย์
24 ชั่วโมง ของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เท่ากับ 100 ปีโลกมนุษย์ ในโลกมนุษย์
12 ชั่วโมง ของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เท่ากับ 50 ปี ในโลกมนุษย์
6 ชั่วโมง ของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เท่ากับ 25 ปี ในโลกมนุษย์
2. วรรณะทิพย์ คือมีรัศมีกายสว่าง
3. สุขทิพย์ มีความสุขมากกว่ามนุษย์มากมาย เพราะเป็นที่เสวยผลของกรรมดี ผลของบุญที่ทำเอาไว้ ก็จะไปเที่ยวเล่น กินดื่ม ดูฟ้อนรำ มีเทวรถใหญ่ ๆ มีวิมานทอง ต้องการอะไรจะมีบริวารมากมายคอยตอบสนอง คอยบำรุงบำเรอ เหล่านี้คือความสุขทิพย์

เข้าสู่หัวข้อเทศน์ในวันนี้ เรื่องความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มนุษย์ชมพูทวีปเหนือกว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และอุตรกุรุทวีป 3 อย่างคือ
1. ความเป็นผู้กล้าหาญ กล้าทำความดี กล้าทำความชั่ว
2. มนุษย์เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ เมื่อเทียบกับเทวดาเมามันกับความสุขอันเป็นทิพย์จนเพลิน สติก็เลยหย่อนไป ไม่มีสติเพราะมัวเพลิน แม้ในนรกก็ไม่สติ เพราะถูกทัณฑ์ทรมานเพราะฉะนั้นไม่ว่าสวรรค์ พรหม และนรก ล้วนไม่มีสติสัมปชัญญะ
3. มนุษย์สามารถประพฤติพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมได้ แต่มนุษย์อุตรกุรุทวีป และเทวดาประพฤติพรหมจรรย์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้า และการบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ จะปรากฏในโลกมนุษย์นี้เท่านั้น จะอุบัติในชมพูทวีปนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเทวดาเห็นเราทำบุญจะอ้างปากค้างเลย เสียดายทำอย่างเราไม่ได้ เกิดเป็นมนุษย์มันเหนือกว่าเทวดา แต่อย่าไปทำตัวเสวยสุขแบบเทวดา ซึ่งพรหมจรรย์ก็คือการปฏิบัติตามอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ 8 นั่นเอง

ในยุคที่มนุษย์มีอายุขัยมาก ๆ จะประมาท อายุขัยมนุษย์มากกว่า 1,000 ปีก็มี มากกว่า 10,000 ปีก็มี มากกว่าแสนปีก็มี เป็นอสงขัยปีก็มี เพราะฉะนั้นเมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วต้องไม่ประมาท
เรามาดูเรื่องความไม่ประมาทกัน เป็นเรื่องราวก่อนครั้งพุทธกาล อาฬกศาสดา เป็นอาจารย์ผู้ปราศจากกิเลสกาม คือไม่ยินดีในรูป กลิ่น เสียง รสสัมผัส โดยเฉพาะเพศตรงข้าม สอนลูกศิษย์วันละ 3 เวลา ว่าชีวิตนี้เป็นของน้อยมีความทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ควรสัมผัสได้ด้วยปัญญา ควรบำเพ็ญกุศล ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดแล้วไม่ตายเป็นไม่มี
หยาดน้ำปลายยอดหญ้า เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วก็หายไปฉันใด ชีวิตนี้ก็ฉันนั้น เล็กน้อย นิดหน่อย มีความทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก บุคคลควรรีบบำเพ็ญกุศล ประพฤติพรหมจรรย์ ควรถูกต้องด้วยปัญญา เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วไม่ตาย เป็นไม่มี
ชีวิตนี้เหมือนรอยขีดไม้ในน้ำ มันกว้างออกไป แล้วมันก็กลับเข้ามาอย่างรวดเร็วฉันใด ชีวิตนี้ก็ฉันนั้น เล็กน้อย นิดหน่อย มีความทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ควรถูกต้องด้วยปัญญา ควรบำเพ็ญกุศล ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วไม่ตาย เป็นไม่มี
ชีวิตนี้เหมือนฝนตกบนยอดดอย น้ำย่อมไหลมาอย่างรวดเร็วไม่มีเวลาหยุดหย่อน ย่อมพัดสิ่งทั้งหลายให้ระเนระนาดฉันใด ชีวิตนี้ก็ฉันนั้น รวดเร็ว เล็กน้อย นิดหน่อย มีความทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ควรรีบบำเพ็ญกุศล ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดแล้วไม่ตายเป็นไม่มี
ชีวิตนี้เหมือนเขละที่ติดอยู่ปลายลิ้น บุคคลพร้อมที่จะถ่มถุยเมื่อไหร่ก็ได้ ชีวิตนี้ก็ฉันนั้น เล็กน้อย นิดหน่อย มีความทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ควรถูกต้องด้วยปัญญา ควรรีบบำเพ็ญกุศล ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วไม่ตาย เป็นไม่มี
ชีวิตนี้เหมือนเนื้อที่โยนลงในกระทะร้อนๆ ย่อมหดงอเข้าหากันอย่างรวดเร็วฉันใด ชีวิตนี้ก็ฉันนั้น เล็กน้อย นิดหน่อย มีความทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ควรถูกต้องด้วยปัญญา ควรบำเพ็ญกุศล ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วไม่ตาย เป็นไม่มี
ชีวิตนี้เหมือนโคที่ส่งไปให้เขาฆ่า ย่อมถูกฆ่าตายอย่างแน่นอนฉันใด ชีวิตนี้ก็ฉันนั้น เล็กน้อย นิดหน่อย มีความทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ควรถูกต้องด้วยปัญญา ควรบำเพ็ญกุศล ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วไม่ตาย เป็นไม่มี
อาฬกศาสดาสอนอย่างนี้ อายุมนุษย์ในครั้งนั้น 60,000 ปี เด็กสาวอายุ 500 ปี จึงค่อยอยากมีสามี สามีแปลว่า เจ้าของ อยากจะมีเจ้าของตอนอายุ 500 ปี ปัจจุบันมีสามีอายุ 15-16 ปี วันนี้ก็โพสต์ไปว่า อย่าหลงลิ้นชายชั่วนะสาวน้อยทั้งหลาย
อาฬกศาสดาสอนอย่างนี้ มนุษย์ในยุคนั้นมีความทุกข์ 6 อย่างคือ หิว กระหาย หนาว ร้อน ปวดอุจจาระและปัสสาวะ ส่วนโรคอย่างอื่นไม่มี แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่ายุคนี้อายุมนุษย์ 100 ปี มีมากกว่านั้น หรือน้อยกว่านั้นก็เพียงเล็กน้อย
อาฬกศาสดาสอนว่า เราได้สอนเธอแล้วภิกษุทั้งหลาย เธอจงรีบ เราในฐานะอาจารย์ได้กล่าวแล้ว ได้สอนแล้ว ได้แนะนำแล้ว เธอทั้งหลายจงรีบประพฤติพรหมจรรย์ นี้ขนาด 60,000 ปียังสอนอย่างนั้น แล้วยุคอายุขัย 100 ปีจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วไม่ควรประมาท
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า คนที่ประมาทคือคนที่ตายแล้ว คนที่ไม่ประมาทแม้ตายแล้วเหมือนไม่ตาย เราไม่ควรประมาท จงรีบบำเพ็ญกุศล ประพฤติพรหมจรรย์
แล้วพรหมจรรย์คืออะไร พรหมจรรย์คือสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
ภิกษุผู้ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 นี้ ท่านอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ ใจย่อมโน้มไป เอียงไป ไหลไป โอนไปสู่นิพพาน นี่คือพรหมจรรย์ ก็คืออริยมรรคมีองค์ 8 นั่นเอง
การปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 นั้น อกุศลย่อมไหลออก เหมือนหม้อน้ำที่คว่ำ น้ำย่อมไหลออกหมด ไม่สามารถไหลเข้ามาอีกฉันใด ภิกษุปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 อกุศลทั้งหลายย่อมไหลออกตลอดเวลา กุศลธรรมย่อมไหลเข้าอย่างเดียว
การที่ภิกษุผู้ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 นี้ หากบุคคลมาขอร้องให้สึกไปว่าท่านจะมาถือเวลาขอทานอยู่ทำไม ไปครองเรือนดีกว่า ย่อมเป็นไปไม่ได้ ถ้าปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์  8 เรื่องจะสึกเป็นไม่มี
การปฏิบัติตามสายกลาง หนทางอันประเสริฐนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เหมือนแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำใหญ่ ๆ ทั้งหลาย การที่บุคคลจะขุดดินใส่บุ้งกี๋ ใส่ตะกร้า แล้วนำไปถมแม่น้ำคงคา แม่น้ำอิรวดี ให้น้ำไหลกลับไปย่อมไม่ได้ฉันใด การที่บุคคลจะให้ภิกษุผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ 8 สึกออกไป หรือลาสิกขาออกไปครองเรือนนั้น มันเป็นไปไม่ได้ฉันนั้น ดังนั้นภิกษุทั้งหลายพึงฟังพระอาจารย์ด้วยนะ

อริยมรรคมีองค์ 8 ประกอบด้วย
1. สัมมาทิฐิ สัมมาแปลว่า โดยชอบ ทิฐิ แปลว่า ความเห็น รวมกันแปลว่าความเห็นถูก เห็นทุกข์นี่คือทุกข์ นี้คือสาเหตุของทุกข์ นี้คือความทุกข์ดับ นี้คือหนทางดับทุกข์ จะเห็นอย่างนี้ได้จากปัญญาในการพิจารณาหรือการฟัง  ยกเว้นเกิดจากจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เห็นรอบ 3 อาการ 12
ทุกข์คือ... ชาติปิทุกขา  ..ชาติ แปลว่าการเกิด  ..ชาติปิทุกขาคือการเกิดนี้เป็นทุกข์
ชราปิทุกขา ...ความแก่เป็นทุกข์  ความเจ็บ  ความตายก็เป็นทุกข์
โสกะปะริเทวะ ...ความโศกเศร้าร่ำไรก็เป็นทุกข์
ทุกขะโทมะนัส ..ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ก็เป็นทุกข์ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สมปรารถนาก็เป็นทุกข์ กล่าวโดยย่อความยึดมั่นถือมั่นเป็นทุกข์
สุเมธดาบสได้รับพยากรณ์ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าชาตินั้น ท่านไปนั่งพิจารณาว่าการเกิดเป็นทุกข์ การแตกสรีระเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเมื่อการเกิดมี การไม่เกิดก็ต้องมี เมื่อความร้อนมี ความเย็นก็ต้องมี  เมื่อทุกข์มี ความสุขก็ต้องมี ...เมื่อภพมี ... สิ่งที่ไม่ใช่ภพคือนิพพานก็ต้องมี ท่านรำพึงอย่างนี้ เมื่อเกิดแก่เจ็บตายมี  อมตะคือความไม่เกิดแก่เจ็บตายก็ต้องมี

เมื่อหนทางมีอยู่ เราไม่เดินตามหนทางนั้น ไม่ใช่ความผิดหนทาง เป็นความผิดของเราเอง เราควรจะละทิ้งร่างกายที่เต็มไปด้วยซากศพไป เหมือนหนุ่มสาวที่รักความสวยงามไม่ยินดีที่จะผูกซากศพงูหรือซากศพไว้ที่คอ รีบทิ้งไปฉันใด เราก็ทิ้งไปฉันนั้น เพื่อไปถึงฝั่งนิพพาน
การที่บุคคลตกบ่ออุจจาระ  บ่อน้ำที่ใสสะอาดมีอยู่   บุคคลนั้นไม่ไปล้าง ไม่ใช่ความผิดของบ่อ แต่เป็นความผิดของบุคคลนั้นเอง
การที่หนทางนิพพานมีอยู่   ถ้าเราไม่ไป   ก็เป็นความผิดของเราเอง
บุคคลย่อมละเรือรั่ว   ไปสู่เรือที่ไม่รั่วฉันใด   เราก็ฉันนั้น
คนที่ถูกโจรล้อมเอาไว้  มีถุงแก้วแหวน เงินทอง ทางที่จะหนีจากโจรมีอยู่  แต่เราไม่ไปไม่ใช่ความผิดของโจร  และเป็นความผิดของคนนั้นเอง 
การที่บุคคลป่วย  หมอที่จะรักษามีอยู่   ยามีอยู่   ไม่ไปหาหมอ   ไม่ใช่ความผิดของหมอ เป็นความผิดของบุคคลนั้นเอง
นี่แหละถึงจะเห็นอริยสัจ 4 ด้วยการพิจารณาด้วยประการฉะนี้ การเห็นถูก  ต้องเห็นอย่างนี้   ....ทุกข์ สมุทัย คืออะไร กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ... ก็คือความกำหนัดยินดี อยากจะได้มาซึ่งรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย อยากได้ไม่สิ้นสุด คือมันไม่จบ มหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ  พราหมณ์ไม่อิ่มด้วยมนต์ฉันใด คนที่มีกามตัณหาก็ไม่อิ่มด้วยวัตถุกาม

ภวตัณหาคืออยากมี อยากเป็น วิภวตัณหาคือไม่อยากมี ไม่อยากเป็น นี่คือเหตุแห่งทุกข์ เพราะไปแสวงหาเอามา พอไปแสวงหาก็ทำกรรม พอทำกรรมก็มีผลของกรรม ต้องไปเกิดแก่เจ็บตายกันใหม่ ในขณะที่มีชีวิตอยู่ก็ทำกรรม นี้คือเหตุแห่งธรรม   ที่เขายกทัพเข้าประหัตประหารยึดเมืองกันเพราะตัณหา แย่งผู้หญิงกัน ปล้นกัน เพราะตัณหา ที่เขาฆ่ากัน แย่งชิงทรัพย์ เพราะตัณหา คนมีความโลภก็เพราะตัณหา

2. สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ... ดำริในการออกจากกาม ..ไม่พยาบาท ..ไม่เบียดเบียน ดำริออกจากกาม กามคือการครองเรือน มีบุตร ภรรยา-สามี แล้วทำมาหากิน ดำริในกาม เช่น แสวงหารูปสวย หาอาหารอร่อย หาสถานที่สวย หารถ หาบ้าน หาไม่จบ   การมีภรรยา มีสามี เรียกว่าอยู่ในกาม
การดำริออกจากกามคือ ออกจากการครองเรือน ออกจากรูป เสียง กลิ่น รส  สัมผัส ออกจาภาระทั้งหลาย  คนเรามีลูกแล้ว  คิดถึงลูก เป็นห่วงลูก หาอาหารอร่อยให้ลูกกินตลอดเลย  แม้จะแก่แล้ว ยังห่วงลูกอยู่นั่นแหละ แล้วจะไปปฏิบัติธรรมหยุดนิ่งได้อย่างไร พระอาจารย์ก็เลยมาบวชอยู่นี่ เข็ดแล้วหลายภพหลายชาติ  ถูกขวางเกือบ 10 ปี กว่าจะได้บวช

เมื่อกายออกจากกาม ใจต้องออกจากกามด้วย  คือใจจะต้องไม่ยินดีด้วย  ถ้ากายออกจากกามแล้ว แต่ใจยังยินดีในกามก็ไม่บรรลุธรรม จะเพียรอย่างไรก็ไม่บรรลุ ใจยินดีอยู่ในกามจะไม่บรรลุธรรม เพียรอย่างไรก็ไม่บรรลุ   …..ดำริในการไม่พยาบาท พยาบาทได้แก่ การจองเวร ผูกโกรธ เรายินดีให้อภัยและแผ่เมตตา   …..ดำริในการไม่เบียดเบียน คือไม่คิดที่จะไปทำร้ายเขา ก็ช่วยเหลือแทน เช่น ปล่อยปลา ปล่อยโค ปล่อยนก ปล่อยกบ ปล่อยเต่า ช่วยแมลงที่ตกน้ำ เป็นต้น

3. สัมมากัมมันตา คือการงานชอบ ทางกายก็ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดพรหมจรรย์ หมายความว่าอะไรที่ทำลายพรหมจรรย์เราก็ไม่ประพฤติ  ถ้าในทางโลกคือไม่นอกใจ แต่ในทางธรรม เมื่อออกบวชแล้ว อะไรข้าศึกต่อพรหมจรรย์ คือกาม ไม่เข้าไปข้องกับกามนั่นเอง
4. สัมมาอาชีวา ...เลี้ยงชีพชอบ ถ้าเป็นพระก็ต้องบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ไม่ไปรับจ้าง ไม่ค้าขาย ปัจจุบัน ไปที่เกาหลี พระต้องขับรถแท็กซี่นะ  เขาถือว่าเขาเป็นพระ ดีกว่าไม่มีพระนะ ไม่รู้ว่ามีเมียด้วยหรือเปล่า  เพราะฉะนั้นต้องสัมมาอาชีวะ  คะพระต้องบิณฑบาตเลี้ยงชีพ หรือมีโยมศรัทธานำมาถวาย
5. สัมมาวาจา  ... เจรจาชอบ  วาจาชอบ คือไม่เท็จ ไม่โกหก ไม่ส่อเสียด ส่อเสียดคือนำความข้างนี้ไปบอกข้างโน้น เอาความข้างโน้นมาบอกข้างนี้ ทำให้คนแตกร้าวกัน   ไม่พูดคำหยาบ ไม่ด่าชาติตระกูล ด่าโคตร ด่าไอ้อี มึงกู ชี้หน้าด่าโคตรบิดามารดา อย่างนี้เป็นวาจาหยาบคาย พูดคำหยาบ ฟังไม่ได้เหมือนเอาก้านบัวที่เต็มไปด้วยหนามมายอนหู  ไม่เพ้อเจ้อ ...เพ้อเจ้อ คือคำพูดที่ไม่มีหลักฐาน พูดลอย ๆ มีหลักฐานความจริง เช่นหลวงปู่สอน คุณยายสอน พระอาจารย์สอน  ไม่
6. สัมมาวายามะ มีความเพียรชอบ ปรารภความเพียร พยายามประคองจิตไว้เพื่อละบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้นไม่ให้เกิดขึ้น ปรารภความเพียร มีความพยายามประคองจิตไว้ เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น  ทำกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญ เป็นต้นว่าหลีกเร้นไปอยู่ป่า ประกอบความเพียร ทำนิมิต ภาวนาสัมมาอรหัง แล้วทำอุคคหนิมิตและทำปฏิภาคนิมิตให้เกิดขึ้น อย่างนี้ทำกุศลธรรมเรียกว่าทำกุศลนิมิต   ..อย่างสมมุติว่าเราอยู่คนเดียว มันไม่มีกำลัง ก็ต้องไปหาครูบาอาจารย์ ... ไปหาเพื่อนภิกษุ .. เพื่อคุยเรื่องนี้ ให้เกิดศรัทธา เกิดกำลังใจ เกิดวิริยะอุตสาหะ การเข้าใกล้ครูบาอาจารย์ทำให้เกิดกำลังใจมั่น

7. สัมมาสติ คือระลึกชอบ ย่นย่อว่ามีสติตามระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นึกถึงจาคานุสสติ นึกบุญที่บริจาคไปแล้ว   นึกถึงสีลานุสสติ ศีล 5 ศีล 8 ที่เราได้รักษาแล้ว   นึกถึงความตายหรือมรณานุสสติ   นึกถึงทานที่ทำดีแล้ว   ปีติเกิดต่อเนื่อง เกิดความสุข เกิดสัมมาสมาธิ ใจเป็นอารมณ์เดียว วิตก วิจารณ์ ปีติ สุข  เอกัคตา

พุทธานุสสติ เราก็นึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงองค์พระ พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ พุทธรัตนะนั่นเอง พระพุทธเจ้าผู้รู้ ผู้ตื่น เราก็ภาวนาสัมมาอรหังไปด้วย อย่างนี้เรียกว่าอนุสติ หรือนึกทานที่ทำไว้ดีแล้ว นึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงสีลานุสสติ พร้อมภาวนาสัมมาอรหังไปเรื่อย ๆ มีสติไปเรื่อย ๆ จนปีติเกิดต่อเนื่อง เกิดความสุขกระทั่งเกิดสัมมาสมาธิ ใจเป็นอารมณ์เดียว นี่วิตกวิจารณ์ ปีติ สุข เอกัคตา

8. สัมมาสมาธิ เอาใจตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายภายในตัวจะพบดวงปฐมมรรค ปฐมฌาน  เห็นศีลตัวเอง เห็นจิตตัวเอง เห็นธรรม เห็นปัญญา เดินตามอริยมรรคเลยทีนี้  ได้ฌานที่ 2 ..3 ..4 ตรงนี้คือการเข้าถึงพุทธรัตนะ   เข้าถึงผู้มีจักขุ ปัญญา  วิชชา  แสงสว่าง หรือพุทธรัตนะนั่นเอง  ...หลังจากที่เข้าถึงจักขุ ปัญญา วิชชา แสงสว่างแล้ว ก็จะเห็นทุกข์ว่านี่คือทุกข์ กำหนดรู้แล้วหลังจากที่เกิดจักขุ ญาณ ปัญญาวิชชา แสงสว่าง ตรงนี้เรียกว่าเข้าถึงพุทธรัตนะหรือพระธรรมกาย เรามาฟังเพลงเข้าถึงพระธรรมกายกัน    (เพลง...เข้าถึงพระธรรมกาย)

เราจงดีใจเถิดที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้สร้างบารมี ได้ปฏิบัติธรรมตามหนทางสายกลาง  เพื่อเข้าถึงผู้รู้ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน หรือพุทธรัตนะผู้มีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เราได้เป็นมนุษย์มีโอกาส ชีวิตนี้เล็กน้อย นิดหน่อย เพราะฉะนั้นต้องรีบปฏิบัติธรรมตามคำสอนครูบาอาจารย์ คือตามบุญกับตื้อนั่งอย่างที่คุณยายสอนเอาไว้  หลวงปู่สอนไว้ว่าเรียกบุญบารมี 10 ประการก่อนจะนำนั่ง

พระพุทธเจ้า ก็นึกถึงบารมีทั้ง 10 ประการที่บำเพ็ญมาดีแล้ว ในที่สุดบรรลุได้ เพราะฉะนั้นเราท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาท หมั่นฝึกฝนตน ทำใจตนให้สงบเป็นสมาธิ ให้เข้าถึงพระพุทธเจ้า จงมีสัมมาสติ มีสตินึกถึงพระพุทธเจ้าไว้กลางกาย ภาวนาว่าสัมมาอรหัง ให้มีปีติในทาน มีปีติในศีลที่เราทำแล้วเสมอ ทำอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเรามีปีติ ปีติจะเลี้ยงใจให้ชุ่มชื่น มีความสุข  นั่งนอนยืนเดิน หลับตา ลืมตา ก็เป็นสุข พูดกับใครก็เป็นสุข เราควรมีปีติและความสุขในทุกวัน การเกิดมาเป็นมนุษย์ของเรานี้ต้องเกิดมาเพื่อมีปีติ มีความสุขในการตามระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หรือนึกถึงบุญกุศลที่ทำตลอดเวลา เราจะต้องมีกระแสบุญหล่อเลี้ยงใจเสมอตลอดเวลา

พระอาจารย์สอนชาวเกาหลีท่านหนึ่ง เขาสวดมนต์ตลอดเวลา แล้วเขาก็เข้าถึงพระธรรมกายครั้งแรก มาวันนี้เขาทำวิทยานิพนธ์เรื่อง วัดพระธรรมกาย การปฏิบัติธรรมแบบพระธรรมกาย และผลการปฏิบัติธรรม และพูดถึงพระอาจารย์ผู้สอนเขา   ….ทำไมเขาถึงได้บรรลุเลย เพราะเขาสวดมนต์ตลอดเวลา หมายความว่าเป็นสัมมาวายามะ คือมีความเพียรขจัดบาปอกุศล มีความเพียรที่จะเจริญกุศล มีสัมมาสติคือนึกถึงพระพุทธเจ้าของเขา เขาก็เลยได้สัมมาสมาธิด้วยประการฉะนี้   เราท่านทั้งหลายอยู่ประเทศไทย มีหลวงปู่เป็นต้นแบบ ไม่ได้ยอมตาย ก็จงทำอย่างนั้นเถิด เรานึกถึงหลวงปู่ผู้ค้นพบวิชชาธรรม เรามาฟังเพลงร่มธรรม (เพลง...ร่มธรรม)


โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2561   พระครูสังฆรักษ์อน...